นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1012
ความเห็น: 1

ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (21): การรักษาพยาบาลในต่างบ้านต่างเมือง

เป็นเรื่องที่เขียนเล่าไว้ในวารสาร"สายใยพยาธิฯ"แล้วเอามาลงในบล็อกที่ GotoKnow เมื่อ 6 ปีที่แล้ว อยากเอามาเก็บไว้ใน Share ของเราด้วยค่ะ

เรื่องราวย้อนรอย PhDฯ ที่ลงในวารสารสายใยพยา-ธิของภาควิชาฯ ตอนต่อจากเรื่องโรงเรียนเด็กๆก็จะเป็นเรื่องของโรงพยาบาลบ้างค่ะ


การรักษาพยาบาลในต่างบ้านต่างเมือง

 คราวนี้มาเล่าเรื่องการใช้บริการรักษาพยาบาลบ้าง เป็นประสบการณ์ที่เอามาเปรียบเทียบกับระบบบ้านเรายากมากเชียวค่ะ เพราะต่างกันมาก ที่เพิร์ธรวมทั้งที่ออสเตรเลียทั้งหมดเลยมังคะ คนของเขาจะมีหมอประจำบ้านสำหรับแต่ละครอบครัว ที่พอเป็นอะไรก็หาหมอนั้นๆก่อน เขามี Medicare Card ประจำตัวที่ใช้สำหรับรับบริการการรักษาพยาบาล พวกเรานักเรียนต่างชาติและครอบครัวจะไม่มีบัตรแบบนั้น ของพวกเราจะเป็นประกันสุขภาพที่ทางรัฐบาลออสเตรเลียบังคับให้ทำพร้อมกับการลงทะเบียนเรียนทุกคนทุกปี ที่เรียกว่า Overseas Student Health Cover (OSHC) มีทั้งแบบเดี่ยวและแบบครอบครัว พวกเราก็จะใช้บริการหมอที่ Student Medical Center ของมหาวิทยาลัย เป็นอะไรก็ไปหาหมอที่นั่น หมอสำหรับเด็กก็มี ส่วนมากหมอประจำบ้านหรือที่เรียกว่า General Practitioner (GP) ก็จะมีคลินิกให้เราไปหาได้เหมือนกัน แต่บัตรประกันสุขภาพแบบนักเรียนนานาชาติของเราจะไม่สะดวกไปสำหรับทุกที่ หลังๆรู้สึกว่าจะง่ายขึ้น เพราะบางที่เราต้องจ่ายเงินไปก่อน แล้วค่อยไปเบิกเอาจากประกัน แต่ก็ได้ไม่หมด โชคดีที่พวกเราพกยาทุกอย่างที่คิดว่าจะต้องใช้ติดไปด้วย และพวกเราทั้ง 5 คนมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆน้อยมาก ยาที่เอาไปด้วย เหลือหมดอายุมากมายตอนจะกลับมา เวลาหาหมอที่นั่นเสร็จ เราต้องเอาใบสั่งยาไปซื้อยาเอาเองที่ร้านขายยา ต่างจากบ้านเราที่มียาให้ด้วยเลย แล้วปกติหมอที่เป็นSpecialist จะไม่รับคนไข้ที่เดินมาหาโดยตรงไม่เหมือนบ้านเราที่เข้าไปหาคลินิกเฉพาะทางที่เราอยากไปหาได้เลย ที่นั่นต้องให้ GP ส่งต่อมาเขาจึงจะรับรักษา อาจจะเป็นด้วยว่าเขาจะคิดค่าบริการสูงกว่า GP มากด้วยนั่นเอง 

เราทั้ง 5 คนได้มีประสบการณ์ในการไปหาหมอในโรงพยาบาลกันหมด แล้วก็ต่างๆกันไปคนละแบบ คุณพ่อมีอุบัติเหตุจากงานที่ทำ รู้สึกจะเป็นแผลมีดบาดลึก ไปนั่งรอที่ฉุกเฉินหลายชั่วโมง พบคนไข้หนักกว่าที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว นานกว่าเราอีก เรียกได้ว่า ระบบการรับคนไข้ฉุกเฉินของเขาก็ไม่ประทับใจพวกเรานัก สำหรับตัวเองได้ไปฉุกเฉินในฐานะเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นนักศึกษา Research Student เขาถือว่ามีสถานะเท่ากับ staff คนหนึ่ง ตอนที่ไปนั้นเป็นไข้สูง ปวดหัวมากและมีอาการผะอืดผะอม สิ่งที่ตัวเองต้องการก็แค่ยาฉีดแก้อาเจียนสัก 1 เข็มเท่านั้นเอง เพราะรู้สึกแย่มากๆ แต่ปรากฏว่าเขาเข็นเราเข้าไปประจำในห้องล็อคนึงของห้องฉุกเฉิน ให้หมอมาคุย หมอหน่วยฉุกเฉินของเขาก็วิ่งวุ่นพอๆกับหมอบ้านเรา มีคนไข้รอเยอะแยะกว่าหมอ ตรวจแล้วคุยกันแล้ว รอเแค่ยามาฉีดก็ยังใช้เวลาเป็นชั่วโมง เขาฉีดยาพร้อมกับให้น้ำเกลือเราไปด้วย ก็ยังให้นอนยึดครองพื้นที่อยู่อย่างนั้นจนน้ำเกลือหมด เลยทำให้ได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆรอบๆตัว รู้สึกผิดเป็นอย่างมาก เพราะมีคนไข้ที่หนักหนากว่าเรามากมาย ถูกเข็นมารอคิวให้หมอตรวจดู จนตอนหลังเรียกพยาบาลได้คนนึงที่ดูเหมือนว่าเขาจะถูกชะตากับเรา ถามว่าทำงานอยู่ตรงไหน ฯลฯ ก็เลยบอกเขาว่า เอาเราออกไปนอนรอข้างนอกก็ได้นะ ตรงนี้จะได้ว่างให้คนอื่นมารอตรวจ เพราะจริงๆถ้าไม่ติดที่ยังมีเข็มน้ำเกลือคาแขนอยู่ เราก็เหมือนคนปกติแล้วล่ะ เขาหัวเราะ แล้วสักพักก็ทำตามที่เราขอ ได้รับคำชมมาพอสมควร เลยยิ่งได้เห็นสภาพการณ์โดยรวมของห้องฉุกเฉินของเขา เรียกได้ว่ารักโรงพยาบาลและห้องฉุกเฉินของเรามากขึ้นอีกเยอะเลยล่ะค่ะ ตั้งใจไว้เลยว่าคราวนี้ถ้าไม่ใช่โดนหามมาละก็ ไม่ขอไปฉุกเฉินที่นั่นอีกเด็ดขาดเลย

ต่อมาจาก: ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (1): จุดเริ่มต้น
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (2): สองวันแรกในออสเตรเลีย
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (3): ปริญญาโทหลักสูตร Master of Laboratory Medicine
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (4): การสมัครเรียนปริญญาเอก
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (5): Proposal
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (6): เรื่องประทับใจเกี่ยวกับอาสาสมัครในงานวิจัยต่างๆ 
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (7): ความประทับใจที่ได้รับจากอาสาสมัคร
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (7): ความประทับใจที่ได้รับจากอาสาสมัคร (2)
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (8): น้ำใจที่ได้รับตอบแทน
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (9): ชีวิตทั่วๆไปในเมืองเพิร์ธ
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (10): เรื่องของลูกๆ

ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (11): วิธีการทำงานในห้อง lab ที่ได้รับคำชมว่าดี
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (12): ธรรมชาติคือส่วนประกอบของชีวิตประจำวันในเมืองเพิร์ธ
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (13): ห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุกสนานของเรา
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (14): อาหารการกินแบบเอเชียหาได้ไม่ยากที่เพิร์ธ
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (15): โรงเรียนอนุบาลและสถานเลี้ยงเด็กปฐมวัยที่เพิร์ธ
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (16): โรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนชั้นประถม
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (17): ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนที่ Perth
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (18): ระบบการสอบวัดมาตรฐานของเด็กประถม
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (19): ระบบที่น่าประทับใจของการเรียนระดับประถม 
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (20): โรงเรียนระดับมัธยมของเมืองเพิร์ธ

หมวดหมู่บันทึก: พัฒนางานประจำ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 23 กันยายน 2556 13:35 แก้ไข: 30 กันยายน 2556 16:22 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 มิกกี้, Ico24 Our Shangri-La, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

บ้านเราพยายามทำแบบเดียวกับ model ของออสเตรเลีย/ แคนาดา แต่ยังเดินเตาะแตะอยู่ครับ

ถ้าถามว่ามีใครอยากเรียนหมอเวชศาสตร์ครอบครัวบ้างในบ้านเรา ก็ต้องบอกว่าหายากครับ เนื่องจากถ้าเรียนเฉพาะทางที่เป็น major (สู ศัล เมด เด็ก) จะมีรายได้ดีกว่า ค่านิยมดีกว่า

อีกนานคงจะไปสู่แบบนั้น

ถ้าข้ามพรมแดนไปประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ รพ. มีแต่คนไข้ส่งต่อจาก health center มาเท่านั้นกับ ER สำหรับคนไข้ฉุกเฉิน

อิอิอิ

ระบบประกันสุขภาพบัตรทอง ก็คล้าย ๆ กับ Medicare Card ครับ

อิอิอิ

เราเอง

 

 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.158.214.111
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ