นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 2525
ความเห็น: 1

เรียนรู้จากดร.สันติ กุลประทีปัญญา

9 พ.ย. 2554 ผมมีโอกาสได้พบพี่สันติ กุลประทีปัญญาอีกครั้ง หลังจากที่พบกันในครั้งแรกในโครงการนักวิชาการไทยกลุ่ม ATPAC กลับมาช่วยเหลือเมืองไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน [ATPAC (Association of Thai Professionals in America and Canada) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยการรวมกลุ่มของ นักวิชาชีพไทยในสาขาต่างๆ ที่ทางานอยู่ใน ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาจานวนหนึ่ง ซึ่งมีความสนใจและปรารถนาที่จะพัฒนาประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตนให้มีความ เจริญ ก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และรวบรวมกลุ่มนักวิชาชีพไทยในทวีปอเมริกาเหนือเพื่อสร้างเครือข่าย (Network) การทางานร่วมกับหน่วย งานในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ ประเทศไทยซึ่งกำลังขาดแคลนบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขา ต่างๆ ตลอดจนมีความต้องการการถ่ายทอดเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นความสาคัญที่จะใช้ประโยชน์จากนักวิชาชีพไทยในต่าง ประเทศที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สูงที่สามารถนาความรู้และ เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยเหลือในการจัดการได้ สมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ATPAC) จดทะเบียนเป็นองค์กรไม่หวังผลกาไรที่มลรัฐเท็กซัส ในปี พ.ศ. 2535]

                             santi kulprathipanja

ผมพยายามหารูปพี่สันติซึ่งปัจจุบันเป็น Visiting Professor อยู่ที่ NUS และก็พบรูปของพี่ท่านในเว็บของ NUS ซึ่งมีประวัติของท่านอยู่ด้วย ก็เลยขอยกมาไว้ตรงนี้อีกครั้ง

PhD (Inorganic Chemistry) Iowa State University, 1974
MSE (Inorganic Chemistry) Texas A&M University, 1970
BSc (Chemistry) Chulalongkorn University of Bangkok, 1968

UOP Fellow - UOP, A Honeywell Company

Visiting professor at the Petroleum & Petrochemical College (PPC), Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand

RESEARCH

Santi has made significant contributions in separation technology, particularly in adsorption and membrane processes. In the adsorptive separation area, Santi contributed to UOP’s successful commercial processes, such as fructose separation, n‐paraffin separation, p‐xylene separation, m‐xylene separation, olefin separation, and citric acid separation. In addition, he developed processes for aromatics removal from olefins, sulfur removal from gasoline, and iodide removal from acetic acid. In the membrane area, Santi developed a novel “Mixed Matrix Membrane” in the late 80s.

 

ตามที่ผมรู้คือพี่สันติได้จดสิทธิบัตรให้ U.O.P. ไปมากกว่า 100 แล้ว ได้มีชื่อใน Hall of Fame ของ U.O.P. ไปเรียบร้อย โดยภาควิชาฯได้เคยเชิญท่านมาบรรยายวิชาการมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว(จำไม่ได้แล้ว)

 

ในโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนี้ ผมก็ขอนั่งคุยกับพี่เขาให้มากที่สุดไว้ก่อนในช่วงกินมื้อเย็นที่ร้านเฮียไก่

 

มีเรื่องที่พี่เขาเล่าไว้อย่างน่าสนใจเรื่องหนึ่งว่า พี่เขาไปนั่งทานอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่งที่อิตาลี ก็มีฝรั่งคู่หนึ่งมีอายุแล้ว เข้ามานั่งสั่งอาหาร main dish เป็นหอยจานหนึ่ง ตัวไม่ใหญ่มากประมาณ 8 ตัว แต่พี่เล่าว่าวิธีการกินที่เขากินนั้นน่าสนใจมากคือ เขาจะมีอุปกรณ์คีบดึงหอยออกมา มีอุปกรณ์คล้ายซ่อมเสียบไปที่ตัวหอย ดึงออกมา พี่เขาพบว่าการกินนั้นประณีตมากเริ่มจากการพลิกตัวหอยที่เสียบนั้นดูไปดูมาสัก 5 นาที แล้วจึงเคี้ยวกินอย่างช้า ๆ อีกสัก 5 นาที สรุปว่าหอย 8 ตัวนั้นใช้เวลากินประมาณชั่วโมง (มื้อนั้นมีหอยหวานและหอยหลอดเป็นอาหารที่พี่เขาก็ไม่เคยกินครับ)

 

ผมก็ไม่ได้แปลกใจมากนักครับ เพราะรู้มาว่าที่อิตาลีนั้นเขากินมื้อค่ำกันดึกและเลิกกันเกือบเที่ยงคืน และคนอิตาลีมีความสุขในการกินอย่างละเมียดละไมมาก

 

ผมเพียงแต่คิดต่อไปว่า แทัที่จริงแล้ว คนเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบรีบร้อนกันเหมือนในปัจจุบันนี้หรือไม่ ความเร็ว เป็นเรื่องจำเป็นจริงหรือ วัฒนธรรมความเร่งรีบนี้มาจากที่ใด? การได้ท่องเที่ยวไปในหลาย ๆ ที่จำนวนมากมาย มีความสุขมากกว่าการได้ท่องเที่ยวจำนวนน้อยแห่งแต่ได้ซึมซับในวิถีชิวิตจริงหรือ?

 

10 พ.ย. 2554

พี่สันติได้รับเชิญเป็น keynote speaker คนแรก ในงานประชุม TIChE 21 ก็ได้ให้มุมมองด้านพลังงาน fossil ว่ามีหลาย scenario บอกว่าพวก pesstimist ก็ทำนายว่าปิโตรเลียมจะเหลือน้อยลงมากกว่าครึ่งของปัจจุบันภายในปี 2050 อีกพวกก็ค้านว่านั่นเป็นการมองจากมุมของเทคโนโลยีเดิม เพราะด้วยเทคโนโลยีใหม่ของเรา มนุษย์เราสามารถนำเอาเชื้อเพลิงขึ้นมาได้จำนวนมากขึ้นกว่าเดิมมาก และจนถึงปี 2050 ก็จะผลิตได้ไม่น้อยไปกว่าเดิม แต่ปัญหาที่สำคัญคือ เชื้อเพลิงเหล่านี้เป็นตัวการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ โดยปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นการแสวงหาเชื้อเพลิงทดแทนอาจมิใช่มาจากเหตุผลของการขาดแคลน แต่มาจากเพื่อการลดการทำลายสิ่งแวดล้อม

 

มีประเด็นที่ท่านบอกว่าเชื้อเพลิงเหลวประเภท oxygenated bio-fuels (ไบโอดีเซล) นั้นมีค่าความร้อนต่ำกว่า แต่ก็มีกรรมวิธีแก้ด้วยการทำเป็น deoxygenated fatty acid ด้วยการใช้ Isom catalyst ก็จะเป็นเชื้อเพลิงคุณภาพสูงที่เรียกว่า green ได้

 

อีกแนวทางหนึ่งคือการเปลี่ยน methanol to gasoline และ methanol to oil ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจดีนักว่าจะดีอย่างไร หรือแม้กระทั่งทำไมจึงต้องทำเป็น deoxygenated fatty acid และทำไมเราไม่ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ใช้ได้ดีกับ oxygenated bio-fuels แทน เราต้องการความแรงของเครื่องยนต์มากขนาดนั้นเชียวหรือ?

 

น 2 วันที่ผ่านมา การได้รับรู้ข้อมูลใหม่จำนวนมาก เสมือนเป็นการถูกโยนก้อนหินก้อนใหญ่ใส่บ่อความคิดเล็กๆ ของผมให้น้ำกระเพื่อมอย่างรุนแรง เกิดแนวคิดขึ้นใหม่อีกมาก และผมก็จำเป็นต้องเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นบันทึกโดยเร็ว เพราะผ่านไปเพียงวันเดียว สิ่งที่ผมคิดไว้แล้วมันก็เหลือน้อยลงมาก

 

ขอบคุณพี่สันติที่มาเติมความคิดให้ผมต่อไปอีกครั้ง เหมือนกับครั้งแรกที่พี่เล่าให้ผมฟังถึงเรื่องการทำงานของนักวิจัยที่ U.O.P. ว่าเมื่อติดขัดในเครื่องมือวิจัย ก็ติดต่อไปที่ lab ในยุโรป และสามารถทำวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง 3-4 เดือนก็รู้ผล ทำให้ผมรู้สึกตระหนักว่า งานวิจัยของไทยด้าน high technology ไม่สามารถแข่งกับใครในโลกนี้ได้ เพราะเราขาดความร่วมมือ ขาดเครือข่าย ดังนั้นผมจึงหันมาทำวิจัยที่คิดว่าสามารถพึ่งตนเองได้เอง อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

 

ผม..เอง


หมวดหมู่บันทึก: พัฒนางานประจำ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 11 พฤศจิกายน 2554 20:04 แก้ไข: 11 พฤศจิกายน 2554 20:04 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La และ Ico24 ใยมะพร้าวน้องใยไหม.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ในหลายๆ ครั้งที่เรา "รีบ" จน "ร้อน" ทำให้เราหลงลืม หรือมองผ่านบางสิ่งบางอย่างไป ที่บางสิ่งบางอย่างที่เราหลงลืม หรือมองข้ามผ่านไปนั้นอาจจะเป็นคำตอบที่เรามองหาอยู่ก็เป็นไปได้

ความรีบเร่งไม่ใช่คำตอบ (ของทุกสิ่ง)

เป็นคำถามที่ช่วยให้เราเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความคิดได้ดีทีเดียวครับ

ทำไมเราจึงต้องมองว่า ทำไมสิ่งนั้นสิ่งนี้ถึงไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำอย่างไรถึงจะให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เหมาะสมกับสิ่งที่เรามี

คิดปรับเปลี่ยนทุกสิ่งให้เข้าหาตัวเรา

ในมุมมองที่คิดว่าทำไมเราไม่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งมีอยู่รอบตัวเราบ้าง บางทีเราอาจจะใช้การลงทุนน้อยกว่าที่เป้นอยู่ในปัจจุบันมากทีเดียว

นั่นซิครับ เราต้องการ เร็ว แรง ร้อน กันไปถึงไหน

ต้องเร็ว ต้องแรง ต้องร้อน กระนั้นหรือ?

เราเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.201.3.10
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ