นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
Network
Members · Following: 5 · Followed: 22

อ่าน: 2099
ความเห็น: 4

ระบบประเมินระบบใหม่

เมื่อวาน 11 ต.ค. 54 อ่านบันทึกนี้ของคุณจิ๊บแล้วก็อยากขยายต่อ ก็ขอเอามาบันทึกเปิดฤดูกาล"ล่านกเงือก"ฤดูที่ 2 ของผมก็แล้วกัน

 

ผมเองก็ได้รับฟัง "เสียง" จากบุคลากรบางคนมาบ้างว่า "ไม่ถูกใจ" กับระบบประเมินแบบใหม่ และชอบแบบเก่ามากกว่า

 

ส่วนหนึ่งที่สะท้อนมาคือ เขาคิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรมในการประเมิน โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากทีมบริหารระดับสูง และบังเอิญว่าผมเพิ่งได้รับข้อมูลการเลื่อนเงินเดือนจากฝ่าย HR ของคณะในช่วงเย็นเมื่อวานพอดี

 

ผมก็ต้องรีบตรวจสอบว่าได้ถูกล้วงลูก (หรือล้วงคองูเขียว) จากทีมบริหารหรือไม่ ตอนนี้ก็สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วครับว่า การเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการภาควิชาฯที่ได้รับนั้น เป็นไปตามตัวเลขที่ภาควิชาฯ (จะบอกว่ากระผมเองก็ได้) เสนอไปยังคณะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ หากมีคำถามเรื่องความยุติธรรม ก็มาถามผมได้โดยตรงครับ ในส่วนนี้ผมก็ถือว่าผมต้องให้ความจริงที่เป็นธรรม (Justice) แก่ทีมผู้บริหารคณะเช่นกัน

 

สังคมเราถูกครอบงำด้วย"ข่าวลือ" ที่มาจากความคิดที่ไม่ถูกต้องมานมนาน และมีแนวคิดบางคนว่าไม่ต้องไปสนใจกับข่าวลือ เพราะมันไม่เป็นความจริง แต่ผมก็ยังมองว่า "ข่าวที่ได้รับมาผิด อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ผิด" ก็อยากจะแก้ไขความเข้าใจผิดให้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น

 

ข้อมูลที่ส่งผ่านกันมาคือ จำนวนเงิน เม็ดเงิน หรือ มวลเงิน ที่ได้รับการจัดสรรให้เพิ่มขึ้นในครั้งนี้คือ ในระดับมหาวิทยาลัยได้รับมา 3% มหาวิทยาลัยจ่ายให้คณะ 2.9% โดยเก็บไว้ 0.1% เพื่อตอบแทนผู้บริหารที่ทำงานให้กับมหาวิทยาลัย คณะเก็บไว้อีก 0.1% เพื่อตอบแทนพิเศษให้กับผู้บริหารคณะ ดังนั้นจึงจ่ายไปให้หน่วยงานเพื่อการจัดสรรเพียง 2.8%

 

แต่ 2.8% นี้เป็น 2.8% ที่คำนวณมากจากฐานเงินเดือน เช่นเงินเดือนรวมของบุคลากรในหน่วยงานเท่ากับ 1,000,000 บาท เม็ดเงินที่เป็นกรอบในการขึ้นเงินเดือนคือ 28,000 บาท

 

แต่การขึ้นเงินเดือนระบบใหม่นี้ขึ้นตาม %ของ Mid Point  บุคลากรที่มีเงินเดือน 20,000 บาท แต่มี Mid Point ที่ 25,000 หากขึ้นให้ 2.8% จะเป็นเม็ดเงิน จำนวน 700 บาท ซึ่งจะเท่ากับ 3.5% ของฐานเงินเดือน 20,000 บาท ซึ่งแน่นอนว่าหากบุคลากรส่วนใหญ่มีค่า Mid Point ที่สูงกว่าเงินเดือน กรอบที่ให้มาย่อมไม่เพียงพอที่จะได้ตามค่าเฉลี่ยทุกคน

 

ดังนั้นผมจึงมารวมค่า Mid Point ของทุก ๆ คนซึ่งสมมติว่ารวมได้ 1,120,000 บาท แล้วมาคำนวณ %เฉลี่ยที่สามารถขึ้นให้ได้ใหม่อีกครั้ง ก็จะพบว่าค่า%เฉลี่ยที่สามารถเพิ่มให้ได้จะมีเพียง 2.5% เท่านั้น

 

ซึ่งตัวเลขนี้ ผมก็ต้องชี้แจงให้แก่บุคลากรทุกคนรับรู้ครับ ซึ่งอาจต้องชี้แจงมากกว่าหนึ่งครั้งด้วย ว่า ค่าเฉลี่ยของหน่วยงานอยู่ที่ 2.5% นะครับ ได้ 2.6% ก็ถือว่าดีกว่าค่าเฉลี่ยนิดหนึ่ง ได้ 2.4% ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนิดหนึ่ง ไม่ใช่เอาไปเปรียบเทียบกับตัวเลข 2.8% แล้วบอกว่าได้น้อยกว่าที่คิดไว้มาก เพราะทำได้ไม่ถูกใจหัวหน้า หรือหัวหน้ามีอคติต่อตนเองเป็นพิเศษ

 

ระบบใหม่นี้ ผมว่าดีกว่าระบบเก่าสำหรับผู้ที่ตั้งใจทำงานครับ เพราะระบบเดิมจะให้ค่าตอบแทนหรือให้เงินเดือนเพิ่มตามสัดส่วนที่ไม่สอดคล้องกับผลงานจริง กล่าวคือ โดยเฉลี่ยทุกคนจะได้ประมาณ 1.5 ขั้นทุกปี และมีผู้ได้ 2 ขั้นอยู่เพียง 15% ของจำนวนบุคลากรเท่านั้น ระบบนี้บั่นทอนกำลังใจของผู้ทำดี เพราะมีโควต้าอยู่เพียง 15% ดังนั้นในหน่วยงานที่มีคน 10 คน ก็จะได้โควต้าเพียง 1 คน ซึ่งส่งผลให้ลำดับที่ 2 และ 3 ก็ได้รับการ promotion ของจำนวนขั้นในระดับเดียวกับลำดับที่ 7, 8 และ 9 ดังนั้นผู้ที่อยู่ในอันดับ 2 และ 3 ก็เกิดความท้อแท้ ในอีกด้านหนึ่งลำดับที่ 7, 8 และ 9 ก็อาจไม่กระตือรือล้นที่จะทำให้ดีกว่าเดิม เพราะที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว

 

ระบบใหม่นี้สามารถตอบแทนผู้ที่ทำงานได้ดีกว่าเดิม การมี Mid Point ก็มีเหตุผลว่า คนที่เงินเดือนสูงกว่า Mid point จะได้เม็ดเงินในการเพิ่มแต่ละครั้งน้อยลง ดังนั้นหากต้องการได้เม็ดเงินในการเพิ่มแต่ละครั้งมากขึ้น ก็ต้องหาทางขยับขยายเปลี่ยนแปลงไปสู่แท่งใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนได้ก็ต้องมีผลงานเชิงพัฒนา ซึ่งก็เป็นการกระตุ้นให้เร่งสร้างผลงานเพิ่มขึ้นนั่นเอง ส่วนผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า Mid Point ก็จะได้เพิ่มเงินเร็วขึ้นเป็นแรงจูงใจที่จะทำดีต่อไป

 

เหตุผลของการอยากอยู่ในระบบประเมินเดิม อาจเนื่องมาจากความรู้สึกอยู่สบาย ไม่ต้องรีบร้อนมากก็ได้เงินเพิ่ม 1.5 ขั้น ซึ่งการอยู่ในที่สบาย ๆ มากเกินไปก็อาจขาดความกระตือรือร้นในการทำงานก็ได้ ซึ่งเป็นด้านลบ

 

ข้อมูลที่ถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง และการมีแนวคิดที่ดี จะนำไปสู่การมี วิชชา ภูมิปัญญา หรือ พุทธิปัญญา (wisdom) ตามแต่ที่จะว่ากันไปนะครับ เราจะได้ไม่มืดบอดทางความคิดโดยติดอยู่กับแนวคิดเดิม ๆ คงต้องเปิดใจยอมรับกันไปมากขึ้น ผมถามบางคนที่เขามีความเข้าใจและยุติธรรม เขาก็บอกว่าไม่มีความแตกต่างในทั้งสองระบบนี้ คือเมื่อรวมการเพิ่มเงินเดือนในทั้ง 2 ครั้ง เข้าด้วยกันก็จะได้เม็ดเงินเดียวกัน ที่มีเสียงสะท้อนมากครั้งนี้ก็อาจเกิดจากการไปเปรียบเทียบแนวเดิมว่า ในระบบเก่านั้นการเพิ่มเงินในรอบที่สองนี้มักจะได้เพิ่ม 1 ขั้น ซึ่งเห็นจำนวนเงินที่เพิ่มจำนวนมากกว่า ซึ่งอาจลืมไปว่าในรอบแรกจะได้เพียง 0.5 ขั้น แต่ในระบบใหม่นี้ได้กระจายการเพิ่มออกเป็นจำนวนที่เท่า ๆ กันในทั้ง 2 รอบแล้ว

 

เก็บตกจากเมื่อวานที่ได้ไปรับฟังแนวทางการบริหารของคณะอุตสาหกรรมเกษตร ที่ท่านคณบดีภาวิณี ได้บอกว่าท่านขอดำเนินการจัดการในบ้านคือในคณะให้เข้มแข็งก่อน เพราะการที่จะออกไปรับงานหรือบุกงานไปสู่ภายนอกมหาวิทยาลัยนั้น ต้องมีความเข้มแข็งในองค์กรภายในเป็นอันดับแรก

 

ผมก็มีความเห็นเช่นเดียวกันนี้มานานแล้วครับ องค์กรจะต้องสมัครสมานสามัคคีกันให้ดีก่อนครับ ต้องช่วยกันเหมือนดังกรณีคณะทรัพยากรธรรมชาติ ที่ช่วยกันจัดงานทรัพย์แฟร์ จนกลายมาเป็นงานวันเกษตรภาคใต้ ต้องช่วยกันแบ่งปันความรู้ ช่วยกันขับเคลื่อน KM จนได้รางวัลเสื้อนกเงือกไปเกือบยกคณะ เป็นองค์กรแห่งความรู้ที่โดดเด่น ผมเชื่อว่า บุคลากรของคณะทรัพย์มีความรัก (Love) ในองค์กร ในเพื่อนร่วมงาน ในเพื่อนร่วมประเทศ ดังที่แสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นองค์กรที่คนทำงานมึความสุข และสิ่งเหล่านี้สร้างได้จากการร่วมมือร่วมใจของทุก ๆ คนในองค์กรครับ

 

ความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นที่มาของทุก ๆ สิ่งครับ

 

ผม..เอง

 

 

 

 

 

 

 

 

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 12 ตุลาคม 2554 11:15 แก้ไข: 12 ตุลาคม 2554 11:15 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 ~>aRuNaN<~, และ 5 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Wisdom, Justice and Love

ครบครันครับ

นับถือ นับถือ นับถือ

เราเอง

จริงๆ หน่วยที่ตนเองทำงานอยู่มีภาพความวุ่นวายเกิดขึ้นตั้งแต่ การปรับเงินเดือนรอบ 1 ที่ผ่านมาแล้ว รอบที่ 2 นี้ก็จะปลุกกระแสขึ้นมาอีกครั้ง

 

ประเด็นหลักที่สรุปได้ คิดว่ามี 2 อย่างครับ

 

1. เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่ม ไม่เท่ากับที่ "เคยได้" เพราะรัฐฯ หูตาสว่างกว่าเก่า (หรือเปล่า) ว่าการจะผลักดันให้หน่วยงานรัฐบาลพัฒนาและทำงานอย่างจริงจัง ก็ยังไม่พ้น ต้องใช้การขึ้นเงินเดือนเป็นตัวล่อ ไม่มีการ "เหมา" รวมแบบแต่ก่อน

 

2. การหักเปอร์เซ็นต์ออกไปโดยอำมาตย์ ทำให้ผู้รับเงินที่ปลายทางรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม นอกจากนี้ บางคนที่ทำผลงานดีเด่น หรือ สนิทชิดเชื้อกับ... ก็อาจได้เปอร์เซ็นต์เยอะหน่อย จากยอดที่หักไปนี้

 

แต่ผมเห็นด้วยกับ คุณคนธรรมดาที่บอกว่า "ระบบใหม่นี้สามารถตอบแทนผู้ที่ทำงานได้ดีกว่าเดิม" เพราะหากเราอยากหลุดพ้นจากความรู้สึกแย่ ก็ต้องทำ 2 อย่างครับ คือ ทำงานให้ดี โดดเด่นขึ้นมา และ สอง พยายามอย่าไปขัดแข้งขัดขาผู้จรดปลายปากกาให้เปอร์เซ็นต์ ได้ ก็คงพอไหวครับ

...

...

...

 

สุดท้ายก็ขอปลอบใจคนที่ถูกหักเปอร์เซ็นต์จาก 3.0 เหลือ 2.9 และหักอีกจนเหลือ 2.8 ครับ เพราะที่ที่ผมยืนนี้...อยู่เค้าหักกันไป 0.2 เหลือแค่ 2.7 % เองคร๊าบบบบบบ

 

"ใจสั่งมา"

บันทึกนี้....ชอบมาก...

มารับรางวัลจาก ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ 1 จอกค่ะ

อธิบายเก่งแบบนี้...น่านับถือจริงๆ ดิฉันก็เข้าใจเช่นนี้แหล่ะ แต่เขียนถ่ายทอดแบบนี้ไม่ได้...

คาระวะ ... 1 จอก .

ถูกต้องครบถ้วน โดนใจมากค่ะ

หากทุกคนได้เข้าใจอย่างที่อาจารย์อธิบายขยายความ คงไม่มีการร้องเรียนกันนะคะ

แสดงความเห็นได้ค่ะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.234.255.5
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ