นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1120
ความเห็น: 0

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยกินสารพิษหรือยาพิษ

ปฐมพยาบาลผู้ป่วยกินสารพิษหรือยาพิษ

     จากบันทึกก่อนหน้ายักษ์สวยได้เล่าประสบการณ์ของตัวเองที่กินน้ำยารีดผ้าเรียบไปแล้วหาวิธีแก้ด้วยวิธีงูๆ ปลาๆ ซึ่งพอมาได้ค้นความรู้ว่าวิธีดังกล่าวที่ยักษ์สวยทำนั้นมันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง พอมาในบันทึกนี้ยักษ์สวยเลยนำวิธีปฐมพยาบาลผู้ป่วยกินสารพิษหรือยาพิษมาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ

      ปัจจุบันปัญหาการฆ่าตัวตายโดยการกินสารพิษหรือยาพิษกำลังเป็นปัญหาสำคัญในบ้านเรา นอกจากนั้นยังพบอุบัติเหตุจากการกินสารพิษหรือยาพิษโดยไม่ได้ตั้งใจซึ่งพบมากในเด็กเล็ก รวมถึงปัญหาการฆาตกรรมหรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า "โดนวางยา"

      ปัจจัยสำคัญในการที่จะช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้ ก็คือการปฐมพยาบาลที่จุดเกิดเหตุและระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ถ้าประชาชนหรือหน่วยรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินมีความรู้และสามารถปฏิบัติการปฐม พยาบาลได้ถูกต้องก็จะสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยหรือลดความพิการของผู้ป่วย ลงได้

การปฐมพยาบาล

"ในกรณีไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วย หรือไม่สามารถนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลได้ ให้โทร. 1669 (ทั่วประเทศ) เป็นเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ของศูนย์จะประสานงานไปยังศูนย์รถพยาบาลที่ใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อ ให้การช่วยเหลือ"

"เมื่อท่านพบคนที่กินสารพิษหรือยาพิษ ควรให้การปฐมพยาบาลก่อนส่งไปโรงพยาบาลและระหว่างนำส่งโรงพยาบาล" ดังนี้

  1. ถ้าผู้ป่วยหมดสติ ชัก หรือ กินกรด ด่าง น้ำมันก๊าด เบนซิน หรือทินเนอร์ หรือถ้ายังไม่ทราบชนิดของสารพิษ ห้ามทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยเด็ดขาด มักมีความเข้าใจผิดว่า ผู้ป่วยได้รับยาหรือสารพิษต้องปฐมพยาบาลโดยการทำให้ผู้ป่วยอาเจียน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยได้
  2. แนวทางการดูแลผู้ป่วยหมดสติ ชัก หยุดหายใจ หรือ หัวใจหยุดเต้น
    ในกรณีที่ผู้ป่วยยังหายใจได้เอง ให้ทำการปฐมพยาบาลดังนี้
    • จับผู้ป่วยนอนหงาย และจับศีรษะให้หงายขึ้นมากๆ และใช้นิ้วล้วงเอาอาเจียน เสมหะ ฟันปลอม สิ่งแปลกปลอมออกจากปากของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่หายใจสะดวก
    • เปลื้องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้หลวมๆ
    • ห้ามให้ผู้ป่วยกินหรือดื่มอะไรทางปาก
    • ใช้ผ้าห่มคลุมตัวผู้ป่วย เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
    • ควรติดตามผู้ป่วยไปด้วย เพื่อทำการช่วยผายปอดถ้าเกิดหยุดหายใจระหว่างทาง
    • กรณีผู้ป่วยชัก ให้ใช้ด้ามช้อนหรือไม้กดลิ้นพันผ้า สอดกันการกัดลิ้น (ในกรณีผู้ป่วยหมดสติ แต่ไม่ชัก ไม่ต้องใช้ด้ามช้อนหรือไม้กดลิ้น)
    • ใช้ลูกยางดูดเสมหะ และน้ำลายออกจากปากและคอ ถ้าไม่มีลูกยางให้ใช้ผ้าสะอาดพันนิ้วมือแล้วเช็ดเสมหะหรือน้ำลายออกให้มาก เพื่อเปิดทางหายใจ
    • บันทึกลักษณะการชักให้ละเอียด เช่น กระตุกหรือเกร็งบริเวณใด เกร็งทั้งตัว หรือบางส่วนของร่างกาย ระยะเวลาแต่ละครั้งนานเท่าใด
    • รีบนำส่งโรงพยาบาล โดยระหว่างทางที่นำส่งให้ดูแลผู้ป่วยตามแนวทางข้างต้น

      ในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ช่วยผายปอดด้วยการเป่าปากทันที ซึ่งสามารถกระทำได้ ดังนี้
    • จับผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นแข็งๆ เช่น พื้นห้องหรือกระดานแข็งแล้วเปลื้องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้หลวม
    • ใช้นิ้วมือล้วงเอาเศษอาหาร เสมหะ ฟันปลอม สิ่งแปลกปลอมออกจากปากของผู้ป่วย
    • จับศีรษะผู้ป่วยหงายไปข้างหลัง โดยใช้มือข้างหนึ่งรองอยู่ใต้คอผู้ป่วยและยกคอขึ้น (หรือใช้หมอนหรือผ้าห่มหนุนไหล่ให้สูงขึ้น) แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งวางที่หน้าผากผู้ป่วยและกดลงแรงๆ ให้คางของผู้ป่วยยกขึ้น
    • ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือข้างที่วางอยู่บนหน้าผากผู้ป่วย บีบจมูกผู้ป่วยให้แน่น สูดหายใจเข้าแรงๆ แล้วใช้ปากประกบปากของผู้ป่วย(จะใช้ผ้าบางๆ รองหรือไม่ก็ได้) พร้อมกับเป่าลมหายใจเข้าแรงๆ เสร็จแล้วยกปากขึ้น สูดลมหายใจเข้าแรงๆ แล้วเป่าลมหายใจเข้าปากผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง ในระยะแรกให้ทำการเป่าปากผู้ป่วยติดๆ กัน 4 ครั้ง ต่อไปเป่าประมาณนาทีละ 12 ครั้ง (ทุก ๆ 5 วินาที) สำหรับทารกและเด็กเล็กอาจใช้ปากประกบคร่อมปากและจมูกเด็กและเป่าลมให้แรงพอ ให้หน้าอกขยาย(อย่าให้แรงเกินไป) ประมาณนาทีละ 20 ครั้ง(ทุก ๆ 3 วินาที) ถ้าทำการเป่าปากได้ผล จะสังเกตเห็นหน้าอกของผู้ป่วยขยายขึ้น และแฟบลงตามจังหวะ ถ้าหน้าอกผู้ป่วยไม่ขยาย หรือสงสัยลมจะไม่เข้าปอดผู้ป่วย ให้สอดนิ้วหัวแม่มือเข้าในปากผู้ป่วย แล้วจับขากรรไกรล่างให้แน่น พร้อมกับงัดขึ้นแรงๆ ให้ปากอ้ากว้าง แล้วทำการเป่าปากตามวิธีดังกล่าว ให้ทำการผายปอดไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้ป่วยจะหายใจได้เอง หรือจนกว่าจะพาผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาล
    • ถ้าผู้ป่วยมีอาการหัวใจหยุดเต้น (คลำชีพจรหรือฟังเสียงหัวใจไม่ได้) ให้ทำการนวดหัวใจทันที ประมาณวินาทีละ 1 ครั้ง (60 ครั้ง ต่อนาที) ถ้ามีผู้ทำการช่วยเหลือเพียงคนเดียว ให้นวดหัวใจ 5 ครั้ง แล้วเป่าปาก 1 ครั้ง สลับกันไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ให้คนหนึ่งทำการนวดหัวใจ 5 ครั้ง สลับกับเป่าปาก 1 ครั้ง (โดยอีกคนหนึ่ง)
  3. ในกรณีผู้ป่วยไม่ชักและมีสติดีอยู่ รีบให้ผู้ป่วยดื่มนมหรือน้ำเปล่า 4 - 5 แก้ว เพื่อให้พิษเจือจาง ถ้ามียาถ่าน (Activated charcoal) เช่น อุลตราคาร์บอน (Ultra carbon) ให้ผู้ป่วยกิน 100 - 200 เม็ดเพื่อลดการดูดซึมของสารพิษ ถ้าไม่มีให้กินไข่ดิบ 5 - 10 ฟองแทน ในกรณีผู้ป่วยไม่ชักและมีสติดีอยู่ และทราบประวัติแน่ชัดว่าไม่ได้กินกรด ด่าง น้ำมันก๊าด เบนซิน ทินเนอร์ หรือสารพิษที่มีฤทธ์กัดกร่อน
    "
    ให้รีบทำให้ผู้ป่วย อาเจียน เอาสารพิษออก"
    - ถ้ามียาที่ทำให้อาเจียน ได้แก่ ไอพีแคกน้ำเชื่อม(Syrup of lpecac) ก็ให้ผู้ป่วยกิน ผู้ใหญ่ใช้ขนาด 2 ช้อนโต๊ะ เด็ก 1 ช้อนโต๊ะ ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี 2 ช้อนชา ตามด้วยน้ำหรือนม 2 แก้ว
    - ถ้าไม่มี ให้ใช้นิ้วล้วงเข้าไปเขี่ยที่ผนังลำคอ หรือใช้ปลายด้ามช้อนหรือไม้กดลิ้นเขี่ย
  4. สำหรับผู้ป่วยที่กินพาราควอต ให้ดื่มน้ำโคลนจากท้องร่องในสวน(ที่ไม่มีตะปูหรือเศษแก้ว) ซึ่งจะลดพิษของยานี้ อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยหมดสติ หรือชัก ห้ามให้ดื่มน้ำโคลน ให้ปฏิบัติตามแนวทางดูแลผู้ป่วยหมดสติหรือชัก
  5. รีบพาไปยังโรงพยาบาล ควรนำสารพิษที่ผู้ป่วยกินหรืออาเจียนออกมาไปให้แพทย์ดูด้วย โดยระหว่างทางให้ดูแลผู้ป่วยตามแนวทางข้างต้น ควรให้กำลังใจ ปลอบใจผู้ป่วยในระหว่างทาง

  ขอขอบคุณความรู้ดีๆจาก : นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ, ขวัญยืน ศรีเปารยะ และ ดร.สุมล ปวิตรานนท์ : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

Sections: Miscellaneous
License: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
created: 24 July 2017 09:55 Modified: 24 July 2017 10:00 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 35.172.236.135
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ