นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1146
ความเห็น: 1

อนาคตยางพารา ??

อนาคตยางพารา มีคู่แข่งที่เป็นผู้ผลิตเพิ่มขึ้นแน่นอน ผู้ใช้มีการขยายไม่มากนัก อินโดนีเซียจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุดแทนไทย เพราะมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นชัดเจน

 

 

ยางพาราเป็นพืชอุตสาหกรรมหลักของประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มานาน คือภาคใต้ของไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

 

เดิมมาเลเซียเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ต่อมาได้เปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมัน จนทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งแทนจนถึงปัจจุบัน

 

ผลิตผลยางพาราส่วนใหญ่ใช้ทำยางรถยนต์เป็นหลัก และจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงประเทศอื่น ๆ ทำให้ราคายางพาราจาก กก.ละ 30-40 บาท ขึ้นเป็นประมาณ 100 กว่าบาท ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่ปลูก ทั้งในไทย อินโดนีเซีย และพื้นที่ที่ไม่มีการปลูกยางมาก่อน คือ ลาว เวียตนาม กัมพูชา พม่า และตอนใต้ของจีน 

 

เมื่อเดือนเมษายน ได้ฟังข่าวสภาหอการค้าไทยได้ศึกษาพื้นที่การปลูกยางพาราในพื้นที่ใหม่ มีพื้นที่ประมาณ 18 ล้านไร่ เท่า ๆ กับพื้นที่ปลูกของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ประมาณ 19 ล้านไร่ และกำลังเริ่มมีการเปิดกรีด 

 

จากพื้นที่การเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นทั้งพื้นที่ใหม่ รวมถึงในประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคอิสาน และอินโดนีเซียซึ่งจากข้อมูลที่มีเพิ่มขึ้นจนทำให้จะเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลกแทนไทยในเร็ว ๆ นี้ 

 

แสดงว่ามีผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตลาดการใช้ได้ชะลอตัวลง ที่ไม่มีีประเทศใหญ่อย่างจีนที่ทำให้มีความต้องการสูงอีกแล้ว 

 

สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือมีปริมาณการผลิตมาก มีตลาดผู้ใช้เพิ่มในอัตราที่ต่ำกว่า ผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือราคาต่ำลง 

 

ใครที่มีพื้นที่ หรือคิดจะปลูกยางพาราต้องคิดให้ดี หรือผู้ที่ทีสวนยางอยู่แล้ว ต้องศึกษาเรียนรู้จัดการเรื่องการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พร้อม ๆ กับการศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนให้ดี ให้คุ้มค่า 

 

ที่สำคัญอย่าพึ่งการปลูกยางอย่างเดียว ต้องมีทางเลือกอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน ไม้ผล กาแฟ และอื่น ๆ 

 

พูดถึงกาแฟ ประเทศไทยยังปลูกน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอินโดนีเซีย และเวียตนาม ในอาเซียนที่เป็นผู้ผลิตอันดับสอง อันดับสามของโลก รองจากบราซิล ที่ผลผลิตเป็นล้านตันต่อปี ในขณะที่อินโดนีเซึยและเวียตนามมีการผลิตเป็น 5-6 แสนล้านตัน ในขณะที่ไทยมีการผลิตเพียงหมื่นกว่าล้านตันต่อปี และมีจำนวนผู้บริโภค หรือคนกินกาแฟจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนจีนรุ่นใหม่ และคนทั่วโลก รวมถึงคนไทยที่มีร้านกาแฟสด เกลื่อนทั่วประเทศไทย 

 

เมื่อต้นเดือนไปไต้หวันก็เห็นมีร้านกาแฟเพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

อนาคตยางพารา มีคู่แข่งที่เป็นผู้ผลิตเพิ่มขึ้นแน่นอน ผู้ใช้มีการขยายไม่มากนัก อินโดนีเซียจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุดแทนไทย เพราะมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นชัดเจน

 

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 20 พฤษภาคม 2557 15:03 แก้ไข: 20 พฤษภาคม 2557 15:03 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา, Ico24 ทดแทน, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

พูดถึงเรื่องนี้แล้วรู้สึกถึงปัญหาเดิมๆที่เรากำลังเร่งกันอยู่ทุกวันทุกปี นั้นคือ ปัญหาทางการเกษตร แต่บางทีเราลืมไปว่า สิ่งที่ทำให้การตัดสินใจปลูกพืชของชาวบ้านหรือผู้ประกอบการนั้น คือ รายได้เป็นหลัก ที่เป็นแรงจูงใจสำคัญในการปลูกทุกพื้นที่ แม้ว่าที่นั้นจะไม่เหมาะสมหรือเบียดบังธรรมชาติก็ตาม

ถ้าอยากแก้ปัญหาราคายางหรือพืชผลทางการเกษตรต่างๆ เราต้องบริการจัดการกลไกการตลาดให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เราก็คงได้เป็นแค่ผู้ผลิต

สังคมไทยเดิมนั้นพอเพียง มีกินมีใช้ เหลือก็ก็เอาไปขาย แต่พอเข้ายุคใหม่ สังคมถูกกดดันให้เน้นเศรษฐกิจอย่างเดียว พอไม่โตก็กดดันให้เน้นมากๆ ต้องโต ต้องกำไร ต้องเป็นที่หนึ่ง จะเครียดกันไปตามๆกัน ขาดความสมดุลในชีวิตและสิ่งแวดล้อม

บางครั้งเราต้องมาทบทวนว่า เราเหมาะกับอะไร ไม่ต้องทำมาก แต่ทำให้เด่นจนคนมาต้องมาดู มาศึกษา ไม่ต้องทำแบบเหมาโหล ขนาดอิสราเอลยังสามารถปลูกทุกอย่างบนพื้นที่อันแห้งแล้ง แต่นั้นเขาก็ยังอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจและความอยู่รอดของชีวิตควบคู่กันไป

ถือว่าอนาคตยางพาราเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ให้เราได้กลับมาทบทวน พืชสมุนไพรไทยตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.204.2.53
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ