เชิญชวนร่วมเขียนเรื่องราวความสุขของท่าน ผ่าน Share.psu.ac.th โดยใส่คำสำคัญ PSU.QWL

ความเคลื่อนไหวล่าสุด
  • ไม่มี
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 0

อ่าน: 3177
ความเห็น: 3

ประวัติขิม

มาเล่นดนตรีกันเถอะ

แหะ..แหะ..

              ซันวาหายไปนาน กลับมาแล้วค่ะ ศูนย์ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม ของมหาวิทยาลัยเรา จัดอบรมดนตรีไทย ซันวาไปเรียนกับเขาด้วยค่ะ เครื่องดนตรีที่ซันวาเล่นคืออะไร รู้มั้ยคะ "ขิม" ค่ะ

               ซันวาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทำไมถึงเลือกเล่น "ขิม" (สงสัยอยากเป็นอังศุมาลิน) ตอนเด็กๆ ซันวาอยากเล่นระนาดเอกค่ะ ช่วงนั้นเรื่อง "ระนาดเอก" ดัง พอเรียนมัธยม เห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันคนหนึ่งเล่น จะเข้ ท่าเวลาเขาเล่นสวยมาก เหมือนนางพญาเลย และเล่นได้อย่างคล่อง ก็อยากเล่นสวยแบบเขาบ้าง ก็เลยไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเลือกขิม แต่ช่างเถอะค่ะ เรามาดูประวัติเกี่ยวกับขิมดีกว่า

                                              ขิม

           พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำอธิบายไว้ว่า "เครื่องดนตรีจีนชนิดหนึ่ง รูปคล้ายพระจันทร์ครึ่งซีก ใช้ตี"

 

    

        ชาวจีในสมัยโบราณนั้นขิมของจีนเป็นทั้งเครื่องตี เครื่องสี และเครื่องดีด มีประวัติกล่าวไว้ว่า   มีเจ้าเมืองแห่งหนึ่งชื่อ  "จีเซียงสี" ปกครองเมืองอยู่ได้ สองปีก็เกิดภัยพิบัติเป็นพายุใหญ่   ทำให้ไม้ดอกไม้ผลโรยร่วงหล่นไปสิ้น จูเซียงสี จึงปรึกษากับขุนนางว่าจะทำประการใด   ดี ขณะนั้นขุนนางคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นว่า   เมื่อก่อนได้ทราบว่า พระเจ้าฮอกฮีสี ฮ่องเต้ ได้สร้างขิมชนิดหนึ่งมีสาย ห้าสาย ถ้าหากว่าแผ่นดินมีทุกข์สิ่งใดเกิดขึ้น ก็ให้นำขิมที่สร้าง ขึ้นนั้นมาดีดขึ้น   เนื่องจากว่าขิมนั้นเป็นชัยมงคล จูเซียงสี จึงสั่งให้ช่างทำขิมห้าสายแจกให้ราษฏร ที่เกิดทุกข์เข็ญ เมื่อราษฏร ดีดขิมขึ้น เสียงที่ออกมามีความไพเราะ ทำให้ลมสงบ ต้นไม้ทั้งหลาย ก็ติดดอกออกผลบริบูรณ์ทั่วถึงกันนถือว่าขิม เป็นเครื่องสีที่ให้เสียงประสานกันอย่างบริสุทธิ์ ถ้านำมาบรรเลงควบกับพิณอีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า "เซะ" หรือ "เซ็ก"
ซึ่งมีมากสาย ก็จะเป็น สัญลักษณ์ แลดงถึงความสามัคคี ประสานกันเป็นอย่างดี ขงจื้อได้กล่าวไว้ว่า 

"ผู้ซึ่งมีสามัคคีรสเป็นสุขสบายอยู่กับภรรยาและลูก ก็เปรียบเสมือนดนตรีขิม และพิณเซะฉะนั้น"

        ขิมเข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่4 โดยชาวจีนนำมาบรรเลงรวมอยู่ในวงเครื่องสายจีน และประกอบการแสดงงิ้วบ้าง บรรเลงใน
งานเทศกาล และงานรื่นเริงต่างๆบ้าง
      
นักดนตรีไทยนำขิมมาบรรเลงในสมัยต้นรัชกาลที่ 6 โดยแก้ไขบางอย่าง คือเปลี่ยนสายลวดทองเหลืองให้มีขนาดโตขึ้น เทียบเสียงเรียงลำดับ
ไปตลอดจน ถึงสายต่ำสุด เสียงคู่แปดมือซ้ายกับมือขวามีระดับเกือบตรงกัน เปลี่ยนไม้ตีให้ใหญ่และก้านแข็งขิ้น หย่องที่หนุนสาย มีความหนา กว่าของเดิมเพื่อให้เกิดความ สมดุล และมีความประสงค์ให้เสียงดังมากขึ้น และไม่ให้เสียงที่ออกมาแกร่งกร้าวเกินไป ให้ทาบสักหลาดหรือหนัง ตรงปลายไม้ตี   ส่วนที่กระทบกับสาย ทำให้เสียงเกิดความนุ่มนวล และได้รับความนิยม บรรเลงร่วมอยู่ในวงเครื่องสายผลมจนถึงปัจจุบัน

        เพลงที่นิยมบรรเลงกันมากคือ  
เพลงขิมเล็ก   และเพลงขิมใหญ่   ซึ่งเป็นเพลงสำเนียงจีนที่เกิดขึ้นในราวปลายรัชสมัยรัชกาลที่4 โดยพระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) ได้จำทำนองการตีขิมของคนจีน แล้วมาแต่งเป็นเพลงในอัตรา 2 ชั้นได้ 2 เพลง ตั้งชื่อว่า เพลงขิมเล็ก และ เพลงขิมใหญ่ สำหรับเพลงขิมเล็ก พระประดิษฐ์ไพเราะได้แต่งขยายเป็นอัตรา 3 ชั้น ส่วนเพลงขิมใหญ่ ครูช้อย สุนทรวาทิน ได้แต่งขึ้นเป็น อัตรา 3 ชั้น เช่นกัน และทั้ง 2 เพลงนี้ ครูมนตรี ตราโมทได้แต่งตัดลงเป็นอัตราชั้นเดียว จนครบเป็นเพลงเถา เมื่อประมาณปี พุทธศักราช 2478 และได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

 

 

ซันวาเอาข้อมูลมาจาก http://www.dontrithai.com/history/kim.htm ค่ะ

หมวดหมู่บันทึก: มุมละไม ของใครบางคน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 12 มิถุนายน 2551 18:28 แก้ไข: 12 มิถุนายน 2551 18:28 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
iHum (Recent Activities)
12 June 2008 18:41
#30810
อ่อ...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ^_^

งั้นหนูณิชน์เปลี่ยนมาเล่นขิม มั่งดีกว่า

หรือเล่นจะเข้ต่อดี...เอ๊ะเอาไง เล่นมันทั่ง 2 อย่างเลย อิอิ

Ico48
pop [IP: 222.123.72.5]
28 Febuary 2010 16:39
#54710

ขอบคุณมากค่ะที่มีสาระดีๆให้กับเรา

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.81.52.32
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ