นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 1

ความเคลื่อนไหวของฉัน

19 สิงหาคม 2557
Ico48

ขอบคุณมากครับ คุณนักเรียนห้องสันติศึกษา

ผมเห็นด้วยกับคุณนักเรียนห้องสันติศึกษามากครับ ที่สรุปได้ชัดเจนมาก เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะเป็น ผิวขาว นัยน์ตาสีน้ำข้าว เป็นฝรั่ง หรือจะ ดำมืดมิด ยิ้มเป็นดาร์กี้แบบนิโกร จะอ่านหนังสือเป็น วัน ตรู ตรี อย่างแขก หรือจะสวย หล่อ สดใส เป็นยิ้มสยาม อย่างคนไทยบ้านเราก็ตาม เราทั้งผองล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน ในอดีต อาจจะหลายพัน หลายหมื่นปี บ้านเราอาจจะเคยอยู่ติดกัน อาก๋ง ของ อาก๋ง ของ อาก๋ง ของ อาก๋ง......อาจจะเคยเป็นเพื่อนกัน เคยออกไปล่าไดโนเสาร์ด้วยกัน ได้เนื้อสิงโต ก็เอามาแบ่งกันกิน แล้วเราในยุคหลังนี้ จะมาแบ่งแยก กีดกัน กันทำไม.....

สำหรับเรื่องของ ปัญญา เรนู เด็กชายและเด็กหญิงจากดินแดนสุวรรณภูมินั้น ขออนุญาตแปะโป้งไว้ก่อนครับ เพราะรู้ตัวว่า ผมเขียนนิยายไม่เป็นครับ

แต่ถึงอย่างไร ก็ขอขอบพระคุณมากครับ

18 สิงหาคม 2557
Ico48

เรื่องลูกสาวทั้งเจ็ดของอีฟ นั่นก็เป็นงานเขียน ที่มีที่มาจากแผนภูมิต้นไม้ตามที่ว่าไว้ครับ แต่จำกัดให้อีฟเป็นสาวยุโรป แล้วมาว่ากันว่าสาวยุโรป มี haplogroup อะไรกันมั่ง ซึ่งเจ้าแผนภูมิต้นไม้แบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม ก็เลยทำให้เป็นที่มาของลูกสาวทั้งเจ็ดของอีฟ ผมเคยแต่ได้ยินเรื่องราวมาครับ ไม่เคยอ่านเล่มนี้จริงๆเลย ถึงให้อ่านก็ไม่รู้ว่าจะอ่านรู้เรื่องหรือเปล่า แบบว่าภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยชับครับ

Ico48

ชอบ

Ico48
เรื่องที่คน (ฝรั่ง) ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ 20 เรื่อง
ใน เรื่องเล่าและเรื่องคุยจากห้องแล็บเคมีคลินิก
โดย โอ๋-อโณ
มีใครสักคนส่งต่อมาให้อ่าน อ่านแล้วรู้สึกว่าจริงๆด้วย ขอเอามาบอกต่อสักหน่อย ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยนะคะ ใครอยากอ่านของจริงไปตรงนี้เลยค่ะMost People Don't Understand These 20 Things, But Now You Will สองคำนี้ อย่าว่าแต่คนไทยเลย ฝรั่งเองก็ยังสับสนได้ค่ะ ง่ายๆก็คือ ขึ้นต้นด้วย A เป็นคำกริยา แต่ขึ้นต้น...
ดอกไม้: 8 · ความเห็น: 10 · อ่าน: 1886
Ico48

แอะ แอ้ม....ขออนุญาต แบ่งปันความเห็น ทางด้านวิทยาศาสตร์นะครับ ว่าเขามีวิธีการใช้วิธีการด้านพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ด้านประชากรศาสตร์กันอย่างไร

เริ่มต้น เราคงต้องทำความรู้จักกับ ไมโตคอนเดรีย ก่อนครับ

ไมโตคอนเดรีย เป็น ออกาเนลหนึ่ง ที่อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตครับ ทำหน้าที่ให้พลังงานกับเซลล์ เจ้าไมโตคอนเดรียนี่แหละ แต่เดิมสมัยที่เริ่มมีสิ่งมีชีวิต ปรากฎขึ้นบนโลกนี้ เขาเชื่อว่า มันเป็นสิ่งที่อยู่ในแบคทีเรีย (จัดอยู่ในกลุ่ม prokaryote) แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เจ้าแบคทีเรียก็ติดเชื้อเข้าไปอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น (กลุ่มเซลล์ของสัตว์ชั้นสูง: eukaryote) พอเจ้าไมโตคอนเดรียเข้าไปอยู่ในเซลล์ของสัตว์ชั้นสูงได้ ความที่มันมีหน้าที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับเซลล์ใหม่ ก็เลยถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติ ให้สามารถอาศัยอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต แล้วในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไปเลย

เจ้าไมโตคอนเดรีย มันเป็นดีเอ็นเอชนิดหนึ่ง มีขนาดไม่ใหญ่มาก คำว่าดีเอ็นเอ หมายถึงสารพันธุกรรม ที่มีการเรียงตัวของลำดับเบส 4 ตัว คือ A, T, C, G ทั้งเส้นของสารพันธุกรรมนี้ มีการเรียงตัวแค่ตัวอักษร 4 ตัวนี้แหละ เพราะฉะนั้น ถ้าเราบอกว่า ไมโตคอนเดรียของแบคทีเรีย มันมีการเรียงตัวอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่บอกให้รู้ว่า ถ้าเมื่อไหร่ไปเจอการเรียงตัวของตัวอักษร 4 ตัว แบบนี้นะ ก็จะรู้ว่ามันเป็นแบคทีเรีย

พอเวลาผ่านไป สารพันธุกรรม ก็จะมีการกลายพันธุ์ แล้วการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรมนี้ ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง ร่วมกับการถูกคัดเลือกจากธรรมชาติ คือหากการกลายพันธุ์แล้ว เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ธรรมชาติก็จะคัดเลือกให้การกลายพันธุ์นั้นคงอยู่ต่อไป แต่หากการกลายพันธุ์นั้นเป็นโทษต่อสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ธรรมชาติก็จะคัดเลือกให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆค่อยๆร่อยหรอลงไป

แล้วเจ้าไมโตคอนเดรีย ที่กลายพันธุ์ไปร่วมกับการคัดเลือกของธรรมชาตินั้น ทำให้การเรียงตัวของลำดับเบส เปลี่ยนแปลงไป แล้วการเปลี่ยนแปลงไปนี้มีความจำเพาะต่อชนิดของสัตว์ (species)

ในทางวิทยาศาสตร์ เราสามารถใช้ลำดับเบสบนไมโตคอนเดรีย บอกได้ว่า สัตว์นั้นเป็นชนิดไหน หรือ species อะไร

แล้วเรา ก็สามารถจัดลำดับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆได้ จากแบคทีเรีย แล้วค่อยๆ กลายมาเป็นตัวอะไร ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายกลายมาเป็นคน แล้วการจัดสายวิวัฒนาการอย่างนี้ ก็สามารถบอกได้ด้วยว่า สัตว์แต่ละชนิดที่อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เริ่มแยกออกมาเป็นสัตว์ชนิดใหม่ เมื่อกี่ล้านปีที่แล้ว

วิธีการศึกษา ในหลักการไม่ใช่เรื่องยากครับ ก็เพียงแค่หาตัวอย่างตรวจจากสิ่งมีชีวิต ให้หลากหลาย แล้วเอาตัวอย่างตรวจเหล่านี้มาสกัดสารพันธุกรรมออกมา จากนั้น ก็นำไปวิเคราะห์หาการเรียงตัวของลำดับเบส 4 ตัว ที่อยู่บนไมโตคอนเดรีย จากนั้นก็นำการเรียงตัวของลำดับเบสของสัตว์แต่ละชนิดมาเปรียบเทียบกัน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จัดออกมาเป็นแผนภูมิต้นไม้ (phylogenetic tree) เราก็จะได้ว่า สัตว์ไหน ที่เป็นญาติกัน เวลามาจัดทำแผนภูมิต้นไม้ มันจะมากองอยู่ด้วยกัน แล้วสัตว์ไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หรือไม่เป็นญาติกัน มันก็จะอยู่ห่างกัน ซึ่งก็เป็นการสรุปได้ออกมาเป็นสายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

ด้วยวิธีการนี้ จึงเป็นที่มาของการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า คน มีบรรพบุรษร่วมกับลิง หรือคนเรามีวิวัฒนาการมาจากลิง โดยแยกออกจากลิงเมื่อประมาณ 4 ล้านปีที่แล้วครับ

ผมลืมบอกไปครับว่า เจ้าไมโตคอนเดรียนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สิ่งมีชีวิตไปแล้วนั้น มันจะอยู่ในไซโตพลาสซึมของเซลล์ ขณะที่สารพันธุกรรมอื่นๆ จะอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ แล้วในกระบวนการปฏิสนธิของสิ่งมีชีวิต สเปิร์มจากพ่อ จะมีส่วนหัวซึงเป็นที่เก็บของสารพันธุกรรมจากพ่อ กับส่วนหาง ซึ่งเป็นไซโตพลาสซิมที่มีไมโตคอนเดรียของพ่ออยู่ ก่อนที่ตัวสเปิร์มจะเจาะเข้ามาผสมกับเซลล์ไข่ของแม่นั้น เจ้าสเปิร์มจากพ่อมันจะต้องสลัดส่วนของหางที่มีไมโตคอนเดรียทิ้งไปก่อน แล้วเอาเข้ามาเฉพาะส่วนหัวที่มีสารพันธุกรรมจากพ่อ เข้าไปผสมกับเซลล์ไข่จากแม่

ดังนั้น สารพันธุกรรมทั่วไปของลูกที่อยู่ในนิวเคลียส ครึ่งหนึ่งจะได้รับจากพ่อ และอีกครึ่งหนึ่งจะได้รับจากแม่ แต่ไมโตคอนเดรียของลูกซึ่งอยู่ในไซโตพลาสซึมนั้น จะได้รับจากแม่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับพ่อเลย

ด้วยวิธีการเดียวกัน จึงมีผู้ศึกษาว่า ถ้าเอาคนเชื้อชาติต่างๆ บนโลกนี้ มาเก็บสารพันธุกรรม แล้วนำมาตรวจการเรียงตัวของไมโตคอนเดรีย จากนั้นก็นำมาจัดทำแผนภูมิต้นไม้ เราก็จะสามารถบอกได้ว่า มนุษย์ที่เป็นผู้หญิงคนแรกที่เกิดมาบนโลกนี้เป็นใคร และมีเชื้อชาติอะไร แล้วมีคนเชื้อชาติไหนบ้าง ที่มีความสัมพันธ์เป็นญาติกับคนเชื้อชาติไหนบ้าง

นั่นจึงเป็นที่มาของ การสรุปว่า มนุษย์เพศหญิง หรือ Eve ที่กำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ ไม่ใช่สาวสวย ขาว นัยน์ตาสีน้ำข้าว หุ่นเซ็กซี่ เป็นฝรั่งอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นสาวเข้ม ผิวดำปิดปี๋ แล้วก่อกำเนิดขึ้นในทวีปอาฟริกา

จากนั้นจึงเกิด out of Africa theory ที่บอกว่า หลังจากที่มนุษย์เพศหญิง กำเนิดขึ้นมาใน africa แล้ว ต่อมาเกิดโรคระบาด หรือขาดแคลนอาหาร จึงทำให้มนุษย์จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน แล้วมีการอพยพออกจาก africa มีมนุษย์สายหนึ่ง อพยพ ขึ้นไปทางเหนือ ปัจจุบันกลายเป็นคนยุโรป อีกสายหนึ่งอพยพมาทางตะวันออก เข้ามาอินเดีย ขึ้นไปจีน พวกนี้ก็จะเป็นคนเอเซีย ส่วนพวกที่มาทางอินเดีย ก็เข้ามาทางพม่า มาเมืองไทย ไปมาเลเซีย เข้าไปฟิลิปปินส์ อินโด ออกไปออสเตรเลีย พวกนี้ ก็จะกลายเป็นคนพื้นถิ่นของคนทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไล่ไปจนถึงพวก aborigin ที่เป็นคนพื้นถิ่นในออสเตรเลีย

เมื่อเขาจัดทำแผนภูมิต้นไม้จากไมโตคอนเดรียของมนุษย์ทั่วโลกแล้ว นอกจากจะบอกได้ว่า คนเชื้อชาติไหน เป็นญาติกันบ้าง (ถ้าเป็นญาติกัน หรือมีบรรพบุรุษร่วมกัน มันจะมากองอยู่ด้วยกัน) เขาก็สามารถจัดออกมาเป็นกลุ่มๆ เรียกว่า haplogroup ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะบอกได้ในระดับเชื้อชาติครับ แล้วเจ้าแผนภูมิต้นไม้นี้ ก็สามารถใช้คำนวณประมาณเวลาออกมาได้ครับ ว่า haplogroup หรือกลุ่มเชื้อชาตินี้ กำเนิดขึ้นมาครั้งแรก เมื่อกี่พันปี หรือ กี่หมื่นปี ที่แล้ว ถ้าใช้ร่วมกับข้อมูลทางภูมิภาคประกอบว่า เราเก็บตัวอย่างนี้จากคนเชื้อชาติอะไร จากที่ไหน มันก็จะบอกได้ว่า คนเชื้อชาตินั้นๆ เริ่มต้นอุบัติขึ้นมาครั้งแรก เมื่อกี่พันปี ที่แล้ว แล้วเกิดขึ้นมาที่ไหน

ด้วยวิธีการเดียวกัน จึงมีคนนำไมโตคอนเดรียของคนไทย ไปจัดทำแผนภูมิต้นไม้เปรียบเทียบกับคนเชื้อชาติต่างๆ บริเวณนี้ แล้วพบว่า คนไทย ประกอบด้วยคน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นคนพื้นถิ่น ที่อาศัยแถวนี้อยู่แล้ว (พวกที่อพยพมากจาก africa มา อินเดีย เข้ามาพม่า แล้วมาอยู่เมืองไทย พวกนี้ มากันตั้งแต่ ห้าหมื่นปีที่แล้ว กับอีกพวกหนึ่ง ที่อพยพกันมาเมื่อสัก 8000 ปีที่แล้ว พวกนี้เป็นคนจีน ออกจากไต้หวัน นั่งเรือเข้ามาฟิลิปปินส์ เข้ามาอินโด จากนั้นแยกเป็นสองสาย สายหนึ่งเข้ามามาเลย์ แล้วมาอยู่เมืองไทย กับอีกสายหนึ่ง ข้ามต่อไปจนถึงออสเตรเลีย พวกหลังนี่แหละที่นำภาษาไทย มาให้ แล้วก็นำข้าวมาสู่ภูมิภาคนี้

นั่นเป็นการใช้วิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ด้านประชากรศาสตร์ ในการหาว่า มนุษย์แต่ละเชื้อชาติมีต้นกำเนิดมาจากที่ไหน มีเส้นทางอพยพกันมาอย่างไร ที่ว่าไปแล้ว เป็นเรื่องของการใช้ไมโตคอนเดรีย ในการบอกเส้นทางการอพยพของมนุษย์เพศหญิง

สำหรับมนุษย์เพศชาย เราก็สามารถใช้ดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรม จากโครโมโซมวาย ซึ่งเป็นโครโมโซมเพศชาย ซึ่งจะมีแต่ในมนุษย์เพศชายเท่านีั้น ไม่พบสารพันธุกรรมนี้ในมนุษย์เพศหญิง เราก็สามารถนำสารพันธุกรรมชนิดนี้ มาวิเคราะห์หาตำแหน่งที่มีการกลายพันธุ์ (SNP) แล้วก็นำมาจัดทำ เป็นแผนภูมิต้นไม้ เพื่อบอกว่า มนุษย์เพศชาย เชื้อชาติไหน เป็นญาติหรือมีบรรพบุรุษร่วมกันกับคนเชื้อชาติไหน แล้วก็สามารถจัดเป็น haplogroup เพื่อบอกได้ว่า คนเชื้อชาตินั้นอุบัติขึ้น หรือมีถิ่นกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกที่ไหน

ก็มีผู้ศึกษาสารพันธุกรรมในโครโมโซมวายของคนไทย นำไปจัดกลุ่มทำแผนภูมิต้นไม้เปรียบเทียบกับคนทั่วไปบริเวณนี้ แล้วพบว่า คนไทยที่เป็นผู้ชาย ประกอบด้วยคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีความสัมพันธ์ฺใกล้ชิดกับคนจีน แล้วอีกกลุ่มหนึ่งมีบรรพบุรุษร่วมกันกับคนอินเดีย ซึ่งก็สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ ที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิที่อยู่ระหว่างกลางทางและมีการเดินทางติดต่อค้าขายกับประเทศจึน และ อินเดีย

การใช้วิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ถิ่นกำเนิดของมนุษย์ รวมไปถึงเชื้อชาติของมนุษย์ เป็นสิ่งที่สามารถทำซ้ำได้ และเป็นที่ยอมรับ ว่ามีความน่าเชื้อถือ ปัจจุบันใช้เป็นหลักฐานหนึ่งในการบอกว่า คนเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง มีต้นกำเนิดมาได้อย่างไร อพยพมาจากไหน อย่างไร

ซึ่งยังมีอีกวิธีการหนึ่งที่ใช้ศึกษาเรื่องเชื้อชาติ แต่ใช้หลักการทางด้านสังคมศาสตร์ กล่าวคือ ใช้การพิสูจน์ด้านภาษา ว่าภาษาไหน มีการใช้คำ การออกเสียง เรียกชื่อ แตกต่างหรือเหมือนกัน อย่างไร กับอีกภาษาหนึ่ง แล้วนำมาจัดทำเป็นแผนภูมิต้นไม้ ก็จะบอกเส้นทางการใช้ภาษานั้นได้เหมือนกัน วิธีการนี้ ก็จะใช้บอกเชื้อชาติ หรือที่มาของคนที่พูดภาษานั้นได้เหมือนกัน

หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์การเกษตร อย่าง คราด (อาวุธของตือโป๊ยก่าย) ว่าคราดในแต่ละภูมิภาคใช้กันนั้น มีแบบกี่แฉก กี่เงี่ยง ปลายแหลมหรือทู่ ตีโค้งกันอย่างไร ฯลฯ แล้วเอามาจัดเป็นแผนภูมิต้นไม้ แล้วก็บอกวิวัฒนาการของคนที่ใช้คราดได้ครับว่า แต่ละภูมิภาคมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ว่าไปยืดยาว เกินแล้วล่ะ.....แต่ก็เป็นการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาเกี่ยวกันกับเชื้อชาติของมนุษย์ครับ

24 มีนาคม 2557
Ico48

ชอบ

Ico48
การฉาบผิว (Coating)
ใน งานซ่อมเครื่องมือวิทยาศาสตร์
โดย ทดแทน
การฉาบผิวเป็นขั้นตอนสุดท้ายของ การเตรียมตัวอย่างเพื่อทำให้พื้นผิวมีคุณสมบัตินำไฟฟ้ายกเว้นกรณีที่ ตัวอย่างนำไฟฟ้าได้ดีอยู่แล้ว หรือนำตัวอย่างไปวิเคราะห์ด้วย SEM ชนิดสูญญากาศต่ำ ก็ไม่จำเป็นต้องฉาบผิว ตัวอย่างที่จะศึกษาด้วย SEM นิยมฉาบผิวด้วยทอง (Au) หรือโลหะผสมระหว่างทองกับ พลาเดียม(Au-Pd) ซึ...
ดอกไม้: 5 · ความเห็น: 0 · อ่าน: 1442
13 มีนาคม 2557
Ico48
  • ปีละแสนสอง เป็นเรื่องจ้อยครับ ไม่ใช่ว่า คณะแพทย์มีเงินเยอะ แต่เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จำเป็นต้องใช้งาน และที่ผ่านมาเราใช้งานเครื่องมือนี้ทุกวัน ทั้งงาน ประจำและงานวิจัย ในแง่ของงานประจำ เราสร้างรายได้จากการใช้งานเครื่องมือนี้ คุ้มค่าต้นทุนค่าเครื่องมือและค่าบำรุงรักษาครับ ส่วนด้านงานวิจัย เครื่องมือนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกในการเขียนบทความวิชาการ เผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งระดับนานาชาติ ระดับชาติ และ ประชุมวิชาการต่างๆ ไม่น้อยกว่า 10 เรื่อง ในระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาครับ  ซึ่งหากไม่ให้ซ่อม ผมก็บอกได้เลยครับ ว่า เราก็เลิกทำงานวิจัย และเราก็เลิกเปิดให้บริการตรวจความสัมพันธ์ทางสายเลือด ไปนั่งแคะหนมดอกโดนขายดีกว่า...
  • ส่วนประกัน 3 เดือน ภายหลังซ่อม เป็นเรื่องที่ผมแทบจะไม่ได้มองถึง หรือขอยึดเวลาออกไป ทั้งนี้เนื่องจาก laser เป็นส่วนที่หลังติดตั้งแล้ว ต้องทำ alignment ดังนั้น หากทำ alignment ได้ดี ก็ไม่ควรจะมีปัญหาหลังการติดตั้งครับ ดังนั้น 3 เดือน จึงเป็นระยะเวลาที่บอกได้ว่า เครื่องจะมีปัญหาหรือไม่ เพราะถ้าจะมีปัญหา มันจะกวนเรา ภายใน 3 เดือนแรกนี่แหละครับ  ถ้าหลุดจากนั้นก็สบายใจได้ จนกว่าจะหมดสิ้นอายุขัยของมันครับ 
  • ที่อาจารย์ ทดแทน กล่าวถึง เป็นเรื่องที่ถูกต้องครับ เครื่องนี้เป็นเครื่องที่ผูกขาดในตลาด ดังนั้นจะตั้งราคาอย่างไรก็ได้ ยังไงเราก็จำเป็นต้องใช้ครับ เพียงแต่ที่พอจะรับได้ คือ เครื่องมือยี่ห้อนี้ มีคุณภาพดี ไม่ค่อยก่อปัญหากวนใจ แล้วนายช่างใหญ่ที่ดูแลเครื่องมือยี่ห้อนี้ เป็นคนเก่งมากครับ
  • การใช้เครื่องมือราคาแพง ในความเห็นของผม หัวใจอยู่ที่การ training ให้คนที่เกี่ยวข้องใช้งานเครื่องมือให้ถูกวิธีครับ แล้วบำรุงรักษาให้ถูกต้อง ทั้งการบำรุงรักษาประจำวัน การบำรุงรักษาประจำเดือน และการบำรุงรักษาประจำปี  ผมเคยเห็นเครื่องมือราคาแพงหลายเครื่องครับ ที่กวนช่างเหลือเกิน พอเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นฝุ่นเขอะเชียว เห็นรอยคราบน้ำยาติดอยู่กับเครื่องมือ เห็นรอยคราบติดอยู่ในสาย tubing โดยไม่ถูกทำความสะอาด ผมจึงไม่สงสัย ว่าทำไมเครื่องมือประเภทนี้ ถึงเป็นแฟนกับนายช่าง คอยเรียกหาแต่นายช่างอยู่ร่ำไป  เชื่อเถอะครับ ว่าถ้าคนที่ดูแลรับผิดชอบเครื่องมือ ใส่ใจ ดูแล และบำรุงรักษาเครื่องมืออย่างสม่ำเสมอ เครื่องมือมักจะไม่ค่อยกวนหรอกครับ ไอ้ที่กวนน่ะ กว่าครึ่งมาจาก คนใช้งานไม่ถูกวิธี แล้วไม่ดูแล รักษา ........ซะมากกว่า
  • ว่ามั้ย......
  • อิ อิ
12 มีนาคม 2557
Ico48
รู้ได้ไงว่าเมื่อไหร่ต้องเปลี่ยน Laser ของเครื่อง Sequencer (รุ่น 3130) แล้ว
ใน MyLabWorks
โดย mitochondria
และแล้ว วันนี้ก็ถึงวันที่ต้องจากลาไปของ น้องเซอร์ หรือเจ้า laser เครื่อง sequencer รุ่น 3130 ที่ใช้มาได้เพิ่งจะเข้าปีที่ 5 เอง น้องเซอร์คงอ่อนละโหยโรยแรงจากการใช้งานหนักมาก มาตลอด 5 ปี มาวันนี้ก็เลยทำใจไม่ได้ ขอตาม Whitney Houston ไปพักผ่อนด้วย โปรดหลับอย่างสงบ....... เราจะคิดถึงเธอเสมอ เพื่...
ดอกไม้: 5 · ความเห็น: 5 · อ่าน: 1097
Ico48
Small_large_monitorlasercurrent
laser current
โดย mitochondria
ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 0 · อ่าน: 534
Ico48
Small_large_laserpowerwhenfaceproblem
laser current
โดย mitochondria
ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 0 · อ่าน: 530
Ico48
Small_large_goodlasercurrent
laser current
โดย mitochondria
ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 0 · อ่าน: 513
Ico48

ขอโทษด้วยครับ ที่หายหน้าไปหลายวัน

กลับมาแล้วครับ ตอนกลับมาก็สบายดี แต่พออ่านความเห็นน้า Shang แล้วอดมึนไม่ได้ ความเห็นน้า Shang นี่มีพลังในการสร้างความมึนมั่กๆ ขอบอก

น้องใยมะพร้าว ไม่ต้องตกใจครับ เราทุกคนมีโอกาสถูกกล่าวหา และทุกครั้งของการถูกกล่าวหา เราจะมีโอกาสเป็นผู้กระทำผิด ได้เท่าๆ กับการที่เราเป็นฝ่ายถูก นั่นคือเมื่อไม่มีการพิสูจน์ เรามีโอกาสถูก เท่ากับ โอกาสผิด หรือเท่ากับ 1:1 ซึ่งเทียบเท่ากับ prior probability = 1/2 หรือ 50:50

ทีนี้ ก็เริ่มมาเข้าสู่ขั้นตอนการพิสูจน์ความจริง หากหลักฐานที่ได้มาสนับสนุนว่า เราเป็นฝ่ายถูก โอกาสที่เราจะเป็นฝ่ายถูกก็จะมากกว่าโอกาสที่เราจะเป็นฝ่ายผิด ซึ่งก็คือค่า likelihood ratio เช่น จากการที่น้องใยมะพร้าว จูงมือเด็ก ไปตรวจดีเอ็นเอ ผลออกมาว่าเข้ากันได้ หมายถึงดีเอ็นเอของเด็ก มีรูปแบบที่ได้รับการส่งต่อจากน้องใยมะพร้าวไปยังเด็กทุกตำแหน่ง ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธความสัมพันธ์พ่อ-ลูกระหว่างน้องใยมะพร้าว กับเด็กได้ คำนวณค่า likelihood ratio ได้ 10,000 เท่า แสดงว่า โอกาสที่น้องใยมะพร้าวจะเป็นพ่อของเด็กคนนี้ มีสูงถึง 10,000 เท่า เมื่อเทียบกับโอกาสที่ชายอื่นจะมาเป็นพ่อของเด็กคนนี้ คำถามที่ตามมา คือ โอกาสที่น้องใยมะพร้าวจะเป็นพ่อของเด็กมากกว่าโอกาสที่ชายอื่นจะมาเป็นพ่อของเด็กถึง 10,000 เท่า นี้ มากเพียงพอแล้วหรือยังที่จะสรุปว่า น้องใยมะพร้าว เป็นพ่อของเด็กจริง ซึ่งทางสถิติ เราเชื่อกันว่า หากค่านี้มากกว่า 99 เท่าขึ้นไป ให้เชื่อได้ครับว่า น้องใยมะพร้าวเป็นพ่อของเด็กจริง

เช่นเดียวกับการคำนวณค่า โอกาสที่น้องใยมะพร้าวจะเป็นพ่อของเด็ก มีค่าเท่ากับ โอกาสที่จะทำนายได้ถูกต้อง = 10,000 ครั้ง กับโอกาสที่จะทำนายได้ผิดพลาด อีก 1 ครั้ง ดังนั้นรวมการทำนายผล 10000 + 1 = 10,001 ครั้ง มีโอกาสที่จะทำนายได้ถูกต้องว่า น้องใยมะพร้าวเป็นพ่อของเด็ก = 10000/10001 = ร้อยละ 99.99 ซึ่งคำถามเดียวกันครับ ว่า เจ้าค่าตัวนี้ต้องสูงขนาดไหนถึงจะเชื่อว่าน้องใยมะพร้างเป็นพ่อของเด็กจริง

คำตอบคือเมื่อใช้ระดับการตัดสินใจที่ค่า LR = 99 เท่า เราก็เอาค่านี้มาคำนวณโอกาสขั้นต่ำที่จะใช้เป็นระดับตัดสินใจ นั่นคือ ถ้าเราทำนายผลได้ถูกต้อง เท่ากับ 99 ครั้ง รวมกับเราทำนายผลผิดพลาด 1 ครั้ง ดังนั้น จากการทำนายผลรวม 99+1 = 100 ครั้ง โอกาสที่เราจะทำนายผลได้ถูกต้องเท่ากับ 99/100 = ร้อยละ 99

เมื่อเปรียบเทียบกับค่าที่คำนวณได้กรณีที่น้องใยมะพร้าวเป็นพ่อของเด็ก มีค่าตัวนี้เท่ากับ 99.99% เทียบแล้วสูงกว่าระดับตัดสินใจที่ 99% ก็จะสรุปได้ว่า น้องใยมะพร้าว เป็นพ่อของเด็กคนนี้จริงครับ

เห็นไหมว่า ถ้าเราไม่สนใจ wording คำศัพท์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ทุกอย่างมีวิธีการชัดเจนครับ มีคำอธิบาย มีรายละเอียด มีค่าการตัดสินใจ และสามารถแปลผลการทดสอบได้ ว่าน้องใยมะพร้าว เป็นพ่อ หรือไม่ใช่พ่อของเด็ก

เพียงแต่ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อเรามาบัญญัติศัพท์ ที่เรียกขานค่าทางสถิติเหล่านี้ และเราก็ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ ที่จะบัญญัติศัพท์ขึ้นมาโดยเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ดังนั้น เมื่อไม่มีใครบัญญัติศัพท์เหล่้านี้ขึ้น คนแรกที่บัญญัติศัพท์เพื่อเรียกขานคำเหล่านี้ และเพื่ออธิบายปรากฎการณ์เหล่านี้ขึ้น จึงไม่แปลกที่จะมีการถกเถียงว่า คำเหล่านี้เป็นคำที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ในการเรียกขาน แต่พอขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม ผุ้มีหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมกลับใช้ ข้อน่าสงสัยในเรื่องคำเรียกขานเหล่านี้ มาเป็นประเด็นในการบอกว่า น้องใยมะพร้าว เป็นพ่อของเด็ก หรือไม่ใช่พ่อของเด็ก ซึ่งน่าจะเป็นคนละเรื่องกันครับ

เห็นไหมว่า สรุป สุดท้าย น้องใยมะพร้าว ก็ได้ ลูกเพิ่มมาอีกคน แล้วนี่คนที่บ้าน รู้แล้วหรือยังครับ....บรื่อออออ ,,,,น่ากลัวจัง ยังไงก็เมมเบอร์ห้องฉุกเฉิน ไว้นะครับ เผื่อจะได้ใช้.....

อิ อิ

10 มีนาคม 2557
Ico48

ชอบ

Ico48
ทบไม่มีทวน 2. ผลต่อการทำงาน
ใน การพัฒนาคน
โดย Wullop Santipracha
การทบ คือการเพิ่มของสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ การทวน คือการตรวจทานสิ่งที่ทำแล้วว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด การทำงานแบบทบไม่มีทวน มีผลต่อการทำงาน 2 แบบ แบบไม่มีการจัดการ ทำให้มีงานทบ เพิ่มมากจนทำงานไม่ทัน ผลงานไม่ดี เป็นการทำงานแบบไม่ใส่ใจ ไม่ตั้งใจ ทำงานแบบเป็นภาระ เบื่อหน่าย เป็นการทำงานเป็นกิจกรรม ...
ดอกไม้: 8 · ความเห็น: 1 · อ่าน: 1021
07 มีนาคม 2557
Ico48

เอ....ผลการตรวจดีเอ็นเอ พบว่า น้า Shang และ ผม ถูกคัดออกจากการเป็นพ่อ ของเด็กครับ แต่เรายังไม่ได้เปรียบเทียบรูปแบบดีเอ็นเอของเด็ก กับ น้องใยมะพร้าว เลยนะครับ .....

แล้วผมควรใช้คำไหนดีครับระหว่าง.....โอกาสที่น้องใยมะพร้าว จะเป็นพ่อของเด็ก ดี หรือ ว่า ความเชื่อมั่นที่น้องใยมะพร้าว จะเป็นพ่อของเด็ก ดี......น้า Shang ว่าอย่างไรครับ......

อิ อิ.....

เอิ้ก เอิ้ก.....

Ico48

ผมล่ะ ขอยกนิ้ว ให้ น้า Shang ด้วยใจจริงครับ พร้อมกับขอคารวะ อีกหนึ่งจอก

เรื่องนี้ ว่าไปแล้ว มันเป็นภาษาอังกฤษ ที่ยังไม่มีการแปลคำศัพท์เฉพาะภาษาอังกฤษ เหล่านี้ เพื่อบัญญัติเป็นคำไทย เพื่อใช้ในงานนิติเวชศาสตร์ ดังนั้น มันจึงยังไม่มีมาตรฐาน ไม่ว่าจะใช้คำใดก็ตาม เมื่อตีความตามหลักศรีธนญชัย ซึ่งเป็นมาตรฐานการตีความของคนไทย จึงมักตีความให้เข้าข้างตัวเอง ว่าตัวเองเข้าใจถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ตีความเพื่อลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามลงด้วยในเวลาเดียวกัน

ผมเห็นด้วยกะ น้า Shang ครับ ว่าคำว่า ความเชื่อมั่น ที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก มีความหมายไม่ถูกต้องกับคำว่า Confidence ในภาษาอังกฤษ แต่คำว่าความเชื่อมั่นหมายถึงว่า เรามีความมั่นใจว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริง ซึ่งครอบคลุมคำว่า บางครั้งอาจผิดพลาดได้ว่า อีตานี้ไม่ใช่พ่อของเด็ก ซึ่งอาจเกิดขึ้น 1 ใน 10,000 แต่ในเมื่อทาย 10,000 ครั้ง เรามีโอกาสผิดพลาดได้เพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น ขณะที่มีโอกาสทายได้ถูกต้องถึง 9999 ครั้ง แล้วคุณจะเชื่อหรือไม่ว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริง

ส่วนคำว่า โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก เท่ากับร้อยละ 99.99 นั้น มันค่อนข้างง่ายที่จะนำไปผูกกับเรื่องประชากร เพราะโอกาสที่อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก เท่ากับร้อยละ 99.99 มักจะสือว่า เมือเทียบกับคนทั่วไป นั่นหมายความว่า หากมีคนอยู่ 100 คน แสดงว่า มีคนที่ไมใช่พ่อของเด็กแต่ผลการตรวจดันเข้าได้ว่าเป็นพ่อของเด็กอยู่ 0.01 คน ถ้ามีคน 10,000 คน ก็จะมีคนที่ไม่ใช่พ่อของเด็กแต่ผลดีเอ็นเอเดันข้าได้ว่าเป็นพ่อของเด็กอยู่ 1 คน แล้วประเทศไทย มีคนทั้งหมด 70 ล้านคน ก็จะมีคนที่จริงๆแล้วไม่ใช่พ่อของเด็ก แต่ผลดีเอ็นเอดันบอกว่าเป็นพ่อของเด็กอยู่รวมทั้งสิ้น 7,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยครับ แล้วที่สำคัญหานำมาผูกกับประชากรแล้ว เป็นเรื่องที่เถึยงยากขึ้นครับ

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การใช้คำว่า ความเชื่อมั่น แม้จะไม่ถูกต้อง 100% ตามคำศัพท์เดิมว่า confidence แต่เป็นคำที่สื่อความได้ตรงกับ ประเด็นในเรื่องนี้มากกว่าครับ

อย่างไรก็ตาม ในภาษาอังกฤษ คำว่า posterior probability นั้น เวลาเอามาใช้งานในเรื่องนี้ เขาจะใช้คำพูดเป็นอีกคำหนึ่งครับ นั่นคือคำว่า Probability of the paternity ซึ่งถ้าแปลเป็นไทย ก็จะเป็นคำว่า โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก มีค่าเท่ากับเท่าใด

ผมเองไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ และออกจะงี่เง่า ในเรื่องการใช้ภาษาไทย เวลาผมมีโอกาสเล่าสู่กันฟังในเรื่องนี้ ผมจึงมักจะเล่าให้ฟัง ถึง ที่ไป ที่มา ว่าเมื่อก่อน เราใช้คำว่าอย่างไร แล้วเจอปัญหาอย่างไร แล้วจึงปรับเปลี่ยนคำใหม่ว่าอย่างไร อย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์ มันมีค่าในการตัดสินใจ ซึ่งถ้าค่าที่คำนวณได้นี้ มีค่ามากกว่าระดับตัดสินใจ ก็ให้แปลผลว่า ใช่ ซึ่งหมายความว่า เชื่อว่าอีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริงครับ

คราวนี้ เรา หาย งง กันหรือยังครับ แต่ผมยังสงสัยว่า ผม เอง ยัง งง อยู่ ......อิ อิ

Ico48

ยินดีกับท่านทั้งสองอย่างยิ่งครับ

Ico48

นั่นสิครับ ยิ่งเขียน ผมก็ยิ่งงง แล้วยิ่งอ่าน ผมก็ยิ่งงง ไปกันใหญ่ ยิ่งน้า Shang ให้ความเห็น ผมก็พบว่า นอกจากผมงง แล้ว น้า Shang ยัง งง ยิ่งไปกว่าผมอีก เฮ้อ! สงสัยว่า เราคงตั้งสมาคม คนงง กันได้แล้วมั้ง จากการอ่านบันทึกเหล่านี้

งั้น ผมอธิบาย แบบ งงงง ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะทำให้งง เพิ่มขึ้นอีกสักแค่ไหนนะ

เริ่มต้นที่ Post Prob ครับ เจ้าคำนี้ เป็นโอกาส ครับ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่า โอกาส หารด้วย โอกาส แล้วเจ้า Post Prob จะมีค่าเป็นจำนวนเท่า

งั้นผมย้อนกลับไปก่อนที่ LR ก็แล้วกัน

LR หมายถึง โอกาสที่อีตานี่จะเป็นพ่อเด็ก หารด้วย โอกาสที่คนอื่นจะมาเป็นพ่อเด็ก

เพราะฉะนั้น LR จึงไม่ใช่โอกาส เพราะเอาโอกาส หารด้วยโอกาส ก็เลยไม่มีโอกาส ได้เป็นโอกาสอีก ตามที่น้า Shang ว่าไว้ทุกประการครับ ดังนั้น เจ้า LR จึงมีหน่วยเป็นเท่า นั่นคือ LR หมายถึง โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อเด็ก มีค่า เท่ากับ กี่เท่า เมื่อเทียบกับ คนอื่นๆจะมาเป็นพ่อเด็ก เช่นมีค่า เท่ากับ 10,000 เท่า เป็นต้น

จากนั้น พอมาคำนวน Post Prob ซึ่งมีสูตรว่า LR/(LR+1)

เจ้า LR มีหน่วยเป็นเท่า และไม่ใช่โอกาสอีก

คราวนี้ เจ้า LR หมายความว่า จำนวนครั้งของการทำนายผลได้ถูกต้องว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก เช่น ทายถูก 10,000 ครั้ง

แล้วเลข 1 หมายถึง จำนวนครั้งของการทำนายผลได้ผิดพลาดว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก ทั้งๆที่จริงๆแล้วอีตานี้ไม่ใช่พ่อของเด็ก

ดังนั้น จำนวนครั้งที่ทายถูก = 10000 ครั้ง กะจำนวนครั้งที่ทายผิดอีก 1 ครั้ง รวมจำนวนครั้งที่ทายทั้งหมด = 10,000+1 = 10001 ครั้ง

เพราะฉะนั้น Post Prob จึงเป็นจำนวนครั้งที่เราทำนายผลได้ถูกต้อง หารด้วย จำนวนการทายทั้งหมด จึงมีค่าเป็นโอกาสที่จะทำนายผลได้ถูกต้องครับ

ค่า Post Prob มีค่า cut off หรือระดับในการตัดสินใจครับ ในงานด้านนิติเวชศาสตร์ ใช้ค่าที่ 99% ถ้าค่ามากกว่า 99% ขึ้นไป (เทียบเท่ากับทรยถูก 99 ใน 100 ครั้ง) ให้เชือว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริงครับ โดยไม่ต้องมานั่งเถียงว่า อีตานี้ไม่ใช่พ่อของเด็กอีก

เห็นไหมว่า ในแง่ของวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ชัดเจน มีระดับในการตัดสินใจชัดเจน แล้วมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็กจริง

เพียงแต่ในทางปฏิบัติ พอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องนี้ ถูกพลิกผัน ให้กลายเป็นเรื่องของการใช้ภาษา มีการผิดประเด็นให้ดูเหมือนกับว่า ภาษาที่ใช้นั้น ยังมีข้อผิดพลาด และ ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ

ไอ้เรื่องอย่างนี้ เขาเถียงกันมานานแล้ว ในอเมริกา เวลามีเรื่องพวกนี้ขึ้นสู่ศาล เถียงกันจน งง กันไปหมด ทั้งคนเถียง กะคนถูกเถียง หรืองง ไปจนกระทั่งคนตัดสิน สุดท้าย ในอเมริกาบางรัฐ ก็เลยกำหนด เรื่องนี้ไว้ในกฎหมายเลยครับว่า

ถ้าคำนวณได้ค่า Post Prob ได้ มากกว่า 99% ไม่ต้องมาเถียงกันอีก ให้เชื่อได้เลยว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริง

ในบ้านเรา ก็เป็นเรื่องที่ยังตามหลังอเมริกาครับ เลยยังต้องเถึยงกันก่อน จนกว่าจะมีการกำหนดไว้ในกฎหมายครับ ซึ่งเรื่องนี้ จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องการใช้ผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ในกระบวนการยุติธรรมเลยครับ

06 มีนาคม 2557
Ico48

ผมอ่านความเห็นของ น้า Shang ผมสรุปได้ว่า งงงงง ผมไม่รู้ว่า น้า Shang งง หรือ ผมงง เอาเป็นว่า เราทั้งสองคน งงงง ก็แล้วกัน

ผมอ่านความเห็นของน้า Shang ครั้งแรก ผมก็เริ่มคล้อยตาม เอ้อ! น้า Shang พูดมาก็ถูกแล้วนี่นา แต่ถ้าจะเถียง เพื่อให้หายงง หรือไม่รู้ว่าจะงง กันมากขึ้นหรือปล่าว

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน

ปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค แต่น่าจะเป็นปัญหา ด้านการทำความเข้าใจทางภาษา โดยเฉพาะ ด้านการใช้ภาษาไทย

ที่แน่ๆ คือ คำว่า "โอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของ เด็กชาย ข เท่ากับ ร้อยละ 99.99000000" ไม่ว่าคำนี้จะถูกต้องหรือไม่ แต่เป็นคำที่เสียงที่จะสื่อสารให้เข้าใจได้ผิดพลาด เพราะ ความหมายย้อนศรของมัน คือ มีโอกาสที่นาย ก จะไม่ใช่พ่อของ เด็กชาย ข เท่ากับ ร้อยละ 0.01 แล้วที่เหลือเป็นเรื่องของการต่อยอด มาถลุงคำว่า มีโอกาสที่นาย ก จะไม่ใช่พ่อของเด็ก เพื่อมาลดความน่าเชื่อถือของการใช้คำพูดนี้

ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ได้การคำนวณได้ posterior probability = 99.99% มันหมายความว่า เชื่อได้เลย ว่าอีตานี้ เป็นพ่อของเด็ก จริง

ถ้ามาดูในรายละเอียดของคำว่า posterior probabiltiy

ไอ้ posterior probability มันได้จาก การเอา LR / (LR+1)

LR มันคือ โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก เอามาหารด้วย โอกาสที่คนอื่นๆจะมาเป็นพ่อของเด็ก ซึ่งมันคือ โอกาส....หารด้วย โอกาส.... ดังนั้น LR มันจึงไม่ใช่โอกาสอีก แต่มีหน่วยเป็นจำนวนเท่า

พอเอามารวมกันในสูตร มันก็มีความหมายโดยนัย คล้ายๆกับ จำนวนที่ทายถูก

แล้วไอ้ค่า 1 มันหมายความว่า จำนวนที่ทายผิด

ดังนั้น หากยกตัวอย่างว่า LR = 9999 เท่า

คำนวน Post Prob = 9999/(9999+1) = 99.99%

อธิบายได้ว่า โอกาสที่เราจะทำนายได้ถูกต้องว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก 9999 ครั้ง และทำนายได้ผิดพลาด 1 ครั้ง จากการทำนายทัี้งสิ้น 10,000 ครั้ง

ดังนั้น ผมจึงใช้คำพูด แทนคำว่า posterior probability ว่า ความเชื่อมั่นที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 99.99 :ซึ่ง่น่าจะสือความได้ใกล้เดียงกับความเป็นจริง และลดความเสี่ยงที่จะเข้าใจผิด ว่า มันมีโอกาสที่อีตานี้่จะไม่ใช่พ่อของเด็กอยู่เท่ากับ ร้อยละ 0.01 ซึ่งจะพากันลากลงเหวไป

คำที่น่าจะถูกต้อง ในการใช้ในเรื่องนี้ คือคำว่า โอกาสที่เราจะทำนายผลได้ถูกต้องว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก เท่ากับ ร้อยละ 99.99 ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก เท่ากับ ร้อยละ 99.99

แต่ถ้าหากใช้คำว่า โอกาสที่เราจะทำนายผลได้ถูกต้อง .......ก็เสี่ยงที่จะเข้าใจผิดได้อีกนั่นแหละ เพราะทนายฝั่งโน้นก็จะแย้งว่า ยังมีโอกาสที่เราจะทำนายผลผิดพลาดได้ 1 ใน 10,000 อยู่ดี

ดังนั้น คำว่า ความเชื่อมั่น น่าจะเป็นคำกลางๆ ที่แม้จะไม่ถูกต้อง 100% ในด้านความหมาย แต่เป็นคำที่รวมความผิดพลาดในการทำนายผลผิดไว้แล้วครับ ซึ่งไม่ทำให้เข้าใจผิดว่า อีตานี้จะไม่ใช่พ่อของเด็กอยู่ด้วย

เห็นมั้ย ยิ่งอธิบาย ก็ยิ่ง งงงงงงงงง

ใครยังไม่งง ยกมือขึ้นครับ......เห็นมั้ย ว่าไม่มีใครยกมือขึ้นเลย......อิ อิ

Ico48
หลุมพราง ของการใช้ Posterior probability
ใน MyLabWorks
โดย mitochondria
เมื่อเราได้ทำความรู้จักกับค่าทางสถิติที่ใช้ในงานตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอไปครบทั้งสามตัวแล้ว จะเห็นได้ว่า ค่าทางสถิติแต่ละตัว มันมีที่มา มีรูปแบบของการใช้อธิบาย และมีข้อจำกัดในการใช้อธิบายผลอยู่พอสมควร ซึ่งเวลาถูกนำมาใช้อธิบายผลการทดสอบด้านการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นศาลยุติธรรมแล้ว...
ดอกไม้: 4 · ความเห็น: 14 · อ่าน: 1723
04 มีนาคม 2557
Ico48
การใช้ Posterior probability
ใน MyLabWorks
โดย mitochondria
นี่เป็นค่าทางสถิติอีกตัวหนึ่ง ที่สร้างความมึนงงให้กับพวกเราไม่แพ้กับค่า random match probability และ likelihood ratio เรารู้จักกับเจ้านี่ในชื่อของ posterior probability หรือชื่อย่อว่า "W" ครั้งแรกที่ผมเจอเจ้านี่ ก็งงแล้วล่ะ ว่า ไอ้เจ้า posterior prob นี่มันย่อกันยังไงถึงได้เป็นตัว W เพราะไม่เห็...
ดอกไม้: 3 · ความเห็น: 2 · อ่าน: 1274
28 กุมภาพันธ์ 2557
Ico48

ขอบคุณมากครับ 

Ico48 Ico48 Ico48 Ico48
  •  ผมเห็นด้วยครับ ว่าภาษาทางกฎหมาย กับ ภาษาทางสถิติ เป็นเรื่องที่อ่านแล้ว งงงงงงงง พอๆกัน  จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังงง แทบจะทุกครั้งที่เข้าไปอ่าน  ก็เลยไม่แปลกใจครับ ที่เวลาที่ผมมีโอกาสไปถ่ายทอดความรู้เรื่องนี้ จะได้เห็นคนฟัง งงงง  เอาเป็นว่า ช่วยกันงงงง ก็แล้วกันครับ
  • link คำว่า ค่าทางสถิติ ตัวแรก ซึ่งผมหมายถึง random matching probability นั้น ผมแก้ไขเรียบร้อยแล้วครับ